เครื่องคำนวณเวลา

เครื่องคำนวณเวลาออนไลน์ฟรี ช่วยให้การบวก ลบ และหาความต่างของเวลาเป็นเรื่องง่าย คำนวณแม่นยำทั้งหน่วยวัน ชั่วโมง นาที และวินาที ใช้งานง่าย ลองเลย!

เวลา

350 วัน 19 ชั่วโมง 40 นาที 50 วินาที

หรือ 350.82 วัน

หรือ 8419.68 ชั่วโมง

หรือ 505180.83 นาที

หรือ 30310850 วินาที

เกิดข้อผิดพลาดกับการคำนวณของคุณ

สารบัญ

  1. ลบหรือบวกเวลาจากวันที่ที่กำหนด
  2. การคำนวณเวลาด้วยนิพจน์
  3. เราจะวัดเวลาได้อย่างไร?
  4. การประดิษฐ์วินาที นาที และ 24 ชั่วโมง
  5. เครื่องมือวัดระยะเวลายุคแรกเริ่ม
  6. แนวคิดเรื่องเวลา
    1. อริสโตเติล
    2. นิวตัน
    3. ไลบ์นิทซ์
    4. ไอน์สไตน์

เครื่องคำนวณเวลา

เครื่องคำนวณเวลานี้ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณ "บวก" หรือ "ลบ" หน่วยเวลาที่แตกต่างกันได้อย่างง่ายดาย หากคุณปล่อยช่องป้อนข้อมูลว่างไว้ ระบบจะกำหนดค่าเริ่มต้นเป็นศูนย์โดยอัตโนมัติ

ลบหรือบวกเวลาจากวันที่ที่กำหนด

คุณสามารถใช้ เครื่องคำนวณระยะเวลา เพื่อหาความห่างระหว่างสองวันที่ได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ เครื่องมือนี้ยังช่วยให้คุณบวกหรือลบเวลาออกจากเวลาและวันที่เริ่มต้นได้ เมื่อทำการคำนวณแล้ว ระบบจะแสดงผลลัพธ์เป็นวันและเวลาใหม่ที่ถูกต้องทันที

การคำนวณเวลาด้วยนิพจน์

เครื่องคำนวณนี้รองรับการบวกและลบเวลาตั้งแต่สองจุดขึ้นไปโดยใช้สมการ (Expression) รูปแบบตัวอักษรที่รองรับในการป้อนข้อมูล ได้แก่: d, h, m และ s โดย d แทนวัน (Days), h แทนชั่วโมง (Hours), m แทนนาที (Minutes) และ s แทนวินาที (Seconds) เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ที่สามารถใช้ได้คือ + และ - ตัวอย่างสูตรการคำนวณที่ถูกต้อง เช่น “1d 2h 3m 4s + 4h 5s - 2030s”

แม้ว่าเวลาจะสามารถนำมาบวกหรือลบได้เหมือนกับตัวเลขทั่วไป แต่ก็มีความแตกต่างที่สำคัญในการคำนวณระหว่างระบบเลขฐานสิบกับระบบหน่วยเวลา ตารางด้านล่างนี้แสดงนิยามของหน่วยวัดเวลายอดนิยมที่ใช้กันในปัจจุบัน

หน่วย คำนิยาม
สหัสวรรษ 1,000 ปี
ศตวรรษ 100 ปี
ทศวรรษ 10 ปี
ปี (เฉลี่ย) 365.242 วัน หรือ 12 เดือน
ปีปกติสุรทิน 365 วัน หรือ 12 เดือน
ปีอธิกสุรทิน 366 วัน หรือ 12 เดือน
ไตรมาส 3 เดือน
เดือน 28-31 วัน; ม.ค., มี.ค., เม.ย., ก.ค., ส.ค., ต.ค., ธ.ค.— 31 วัน; เม.ย., มิ.ย., ก.ย., พ.ย. — 30 วัน; ก.พ. — 28 วันสำหรับปีปกติ และ 29 วันสำหรับปีอธิกสุรทิน
สัปดาห์ 7 วัน
วัน 24 ชั่วโมง หรือ 1,440 นาที หรือ 86,400 วินาที
ชั่วโมง 60 นาที หรือ 3,600 วินาที
นาที 60 วินาที
วินาที หน่วยฐาน
มิลลิวินาที 10⁻³ วินาที
ไมโครวินาที 10⁻⁶ วินาที
นาโนวินาที 10⁻⁹ วินาที
พิโควินาที 10⁻¹² วินาที

เราจะวัดเวลาได้อย่างไร?

ปฏิทินและนาฬิกาคือสองระบบหลักที่ใช้ในการวัดเวลาในปัจจุบัน ระบบการวัดเวลาเหล่านี้ใช้ ระบบเลขฐานหกสิบ (Sexagesimal) ซึ่งมีเลข 60 เป็นฐาน ระบบนี้ถูกคิดค้นขึ้นในยุคสุเมเรียนโบราณเมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล และต่อมาได้ถูกนำมาปรับใช้โดยชาวบาบิโลน

สาเหตุที่เราใช้เลขฐาน 60 เป็นเพราะ 60 เป็นจำนวนประกอบสูง (Highly Composite Number) ที่มีตัวหารลงตัวถึง 12 ตัว จำนวนประกอบสูงคือจำนวนเต็มบวกที่มีตัวหารมากกว่าจำนวนเต็มบวกอื่น ๆ ที่มีค่าน้อยกว่าตัวมันเอง

ข้อได้เปรียบทางคณิตศาสตร์ของเลข 60 ทำให้การใช้งานจริงมีความสะดวกมาก เนื่องจากเลข 60 มีตัวหารหลายตัว จึงทำให้การคำนวณเศษส่วนง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น เราสามารถแบ่งเวลา 1 ชั่วโมงออกเป็นช่วง ๆ ละ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 10, 12, 15, 20 และ 30 นาทีได้อย่างลงตัวโดยไม่มีเศษ

การประดิษฐ์วินาที นาที และ 24 ชั่วโมง

ชาวอียิปต์โบราณเป็นอารยธรรมแรกที่ริเริ่มการแบ่งวันออกเป็นหลายช่วงเวลา โดยนาฬิกาแดดเรือนแรกได้แบ่งช่วงเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกออกเป็น 12 ส่วน

อย่างไรก็ตาม นาฬิกาแดดไม่สามารถใช้งานได้ในเวลากลางคืน การวัดเวลาในช่วงค่ำคืนจึงมีความซับซ้อนกว่า นักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ได้สังเกตรูปแบบการเคลื่อนที่ของกลุ่มดาว และใช้ดาว 12 ดวงในการแบ่งช่วงเวลากลางคืนออกเป็น 12 ส่วน

การแบ่งกลางวัน 12 ส่วนและกลางคืน 12 ส่วนนี่เอง ที่เป็นจุดกำเนิดของแนวคิดเรื่อง 1 วันมี 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม การแบ่งเวลาของชาวอียิปต์นั้นมีความผันผวนตามฤดูกาล โดยชั่วโมงในฤดูร้อนจะยาวนานกว่าในฤดูหนาวอย่างมาก

ต่อมา ในช่วง 147 ถึง 127 ปีก่อนคริสตกาล ฮิปปาร์คัส (Hipparchus) นักดาราศาสตร์ชาวกรีก ได้เสนอให้แบ่งวันออกเป็นกลางวัน 12 ชั่วโมงและกลางคืน 12 ชั่วโมงเท่า ๆ กัน โดยอ้างอิงจากวันวสันตวิษุวัต (Equinox - วันที่กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน)

นอกจากนี้ ฮิปปาร์คัสยังได้พัฒนาแบบจำลองเส้นลองจิจูดแบบ 360 องศา ซึ่งในเวลาต่อมา คลอเดียส ทอเลมี (Claudius Ptolemy) ได้นำมาปรับปรุงเป็นระบบละติจูดและลองจิจูดแบบ 360 องศา ทอเลมีได้แบ่งแต่ละองศาออกเป็น 60 ส่วน และแต่ละส่วนยังถูกแบ่งย่อยออกไปอีก 60 ส่วน ซึ่งนี่คือจุดกำเนิดของหน่วยที่เราเรียกว่า "นาที" และ "วินาที" ในปัจจุบัน

แม้อารยธรรมต่าง ๆ จะมีการปรับเปลี่ยนระบบปฏิทินมาตลอดหน้าประวัติศาสตร์ แต่ ปฏิทินเกรกอเรียน (Gregorian Calendar) คือระบบที่ได้รับการยอมรับและใช้งานอย่างแพร่หลายที่สุดทั่วโลกในปัจจุบัน ปฏิทินนี้ถูกประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2125 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 13 ซึ่งเป็นการปรับปรุงมาจากปฏิทินจูเลียน (Julian Calendar) อันเป็นปฏิทินสุริยคติของโรมันที่จูเลียส ซีซาร์ ริเริ่มขึ้นเมื่อ 45 ปีก่อนคริสตกาล

สาเหตุของการเปลี่ยนปฏิทินเป็นเพราะปฏิทินจูเลียนมีข้อบกพร่อง ทำให้วันวิษุวัตและวันอายัน (Solstice) คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงทางดาราศาสตร์ไปประมาณ 11 นาทีต่อปี การใช้ปฏิทินเกรกอเรียนจึงช่วยลดความคลาดเคลื่อนนี้ลงได้อย่างมาก

เครื่องมือวัดระยะเวลายุคแรกเริ่ม

นาฬิกาในยุคแรกเริ่มมีรูปแบบที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมและภูมิภาค ส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแบ่งช่วงเวลากลางวันหรือกลางคืน สำหรับใช้กำหนดเวลาทำงานหรือประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ตัวอย่างเช่น ตะเกียงน้ำมันและนาฬิกาเทียน ซึ่งใช้เพื่อกะระยะเวลาที่ผ่านไปจากเหตุการณ์หนึ่งไปยังอีกเหตุการณ์หนึ่ง มากกว่าการบอกเวลาที่แน่นอนแบบนาฬิกาในปัจจุบัน

นาฬิกาน้ำ หรือที่รู้จักกันในชื่อ "เคลปไซดรา" (Clepsydra) ได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องบอกเวลาที่แม่นยำที่สุดในโลกยุคโบราณ กลไกของนาฬิกาน้ำทำงานโดยการควบคุมการไหลของน้ำออกจากถังหรือเข้าสู่ถัง และอาศัยการวัดระดับน้ำเพื่อคำนวณระยะเวลาที่ผ่านไป

นาฬิกาทราย (Hourglass หรือ Sandglass) ถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 14 และได้รับความนิยมไม่แพ้ตะเกียงน้ำมันและนาฬิกาเทียน เมื่อเทคโนโลยีนาฬิกากลไกมีความแม่นยำสูงขึ้น นาฬิกากลไกเหล่านั้นจึงถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานในการปรับเทียบนาฬิกาทราย เพื่อให้สามารถจับระยะเวลาได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

ในปี พ.ศ. 2199 คริสตียาน เฮยเคินส์ (Christiaan Huygens) ได้ประดิษฐ์นาฬิกาลูกตุ้มกลไกเรือนแรกของโลก ซึ่งถือเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่ควบคุมด้วยอุปกรณ์ที่มีคาบการแกว่ง "ตามธรรมชาติ" เฮยเคินส์ได้พัฒนาและปรับปรุงนาฬิกาลูกตุ้มของเขาจนมีความคลาดเคลื่อนเพียงไม่เกิน 10 วินาทีต่อวัน

ปัจจุบัน นาฬิกาอะตอม (Atomic Clock) คือเครื่องมือวัดเวลาที่แม่นยำที่สุดในโลก แม้จะมีนาฬิกาอะตอมหลายประเภท แต่นาฬิกาอะตอมซีเซียม (Cesium atomic clock) เป็นประเภทที่ได้รับความนิยมและเสถียรที่สุด การสอบเทียบทำได้โดยการวัดความถี่ของการแผ่รังสีของอะตอมซีเซียม นาฬิกาอะตอมใช้ออสซิลเลเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ในการจับเวลาโดยอิงตามการสั่นพ้องทางนิวเคลียร์ของซีเซียม

แนวคิดเรื่องเวลา

อริสโตเติล

ตลอดหน้าประวัติศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญามากมายได้นำเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับโครงสร้างของเวลา อริสโตเติล (384–322 ปีก่อนคริสตกาล) อธิบายถึงเวลาไว้ว่ามันคือ "จำนวนของการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับก่อนและหลัง" นักปรัชญาชาวกรีกผู้นี้มองว่า เวลาคือหน่วยวัดของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการจะรับรู้เวลาได้นั้นจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงหรือการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น นอกจากนี้เขายังเชื่อว่า เวลานั้นเป็นสิ่งไร้ขีดจำกัดและมีความต่อเนื่อง ส่วนจักรวาลก็มีอยู่และจะดำรงอยู่ต่อไปชั่วนิรันดร์

นิวตัน

ในหนังสือ Philosophiae Naturalis Principia Mathematica ไอแซก นิวตัน (Isaac Newton) ได้นำเสนอแนวคิดที่ว่า อวกาศและเวลาเป็นสิ่งสัมบูรณ์ (Absolute) เขาให้เหตุผลว่า "เวลาสัมบูรณ์" มีอยู่จริงและเดินหน้าไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับอิทธิพลภายนอกใด ๆ ซึ่งเขาเรียกสิ่งนี้ว่า "ระยะเวลา" (Duration) ตามมุมมองของนิวตัน เวลาสัมบูรณ์สามารถเข้าใจได้ในทางทฤษฎีทางคณิตศาสตร์เท่านั้น เนื่องจากมนุษย์ไม่สามารถสังเกตเห็นมันได้โดยตรง

ในทางกลับกัน "เวลาสัมพัทธ์" (Relative time) คือสิ่งที่มนุษย์สัมผัสได้และใช้เป็นหน่วยวัด "ระยะเวลา" ในชีวิตประจำวัน โดยอ้างอิงจากการเคลื่อนที่ของวัตถุ เช่น ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ แนวคิดเรื่องเวลาตามแบบฉบับของนิวตันนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเวลาแบบนิวตันเนียน (Newtonian time)

ไลบ์นิทซ์

สำหรับ กอทท์ฟรีด วิลเฮล์ม ไลบ์นิทซ์ (Gottfried Wilhelm Leibniz) เวลาเป็นเพียงโครงสร้างทางความคิด เช่นเดียวกับพื้นที่และตัวเลข ซึ่งช่วยให้มนุษย์สามารถจัดระเบียบและประเมินประสบการณ์ของตนได้ เวลาคือวิธีที่มนุษย์ใช้มองและเรียงลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ความแตกต่างระหว่างไลบ์นิทซ์กับนิวตันคือ ไลบ์นิทซ์เชื่อว่าเวลาจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีวัตถุ (Entities) ที่สามารถมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันเท่านั้น

ไอน์สไตน์

ตรงข้ามกับนิวตันที่เชื่อว่าเวลาเดินไปอย่างเท่าเทียมกันสำหรับผู้สังเกตการณ์ทุกคนโดยไม่สนกรอบอ้างอิง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง กาลอวกาศ (Spacetime) โดยชี้ให้เห็นว่าเวลาและอวกาศมีความเชื่อมโยงเป็นผืนเดียวกัน ไม่ได้แยกขาดออกจากกันตามที่เคยเชื่อมา

ไอน์สไตน์เสนอว่า ความเร็วแสง (c) เป็นค่าคงที่สัมบูรณ์สำหรับผู้สังเกตทุกคนในสภาวะสุญญากาศ ไม่ว่าแหล่งกำเนิดแสงนั้นจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าใดก็ตาม เขาได้สร้างสมการเชื่อมโยงระยะทางที่วัดได้ในอวกาศเข้ากับระยะทางที่วัดได้ในหน่วยของเวลา

สรุปคือ สำหรับผู้สังเกตที่อยู่ในกรอบอ้างอิงเฉื่อยต่างกัน (มีความเร็วสัมพัทธ์ไม่เท่ากัน) ทั้งโครงสร้างของอวกาศและเวลาจะเกิดการยืดหดเปลี่ยนแปลงไปพร้อม ๆ กัน เพื่อรักษาให้ความเร็วของแสงมีค่าคงที่เสมอ

ตัวอย่างคลาสสิกที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์นี้คือ การเดินทางของยานอวกาศด้วยความเร็วที่เข้าใกล้ความเร็วแสง

หากมองจากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ภายนอก เวลาบนยานอวกาศที่เดินทางด้วยความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสงจะเดินช้าลงเมื่อเทียบกับเวลาของพวกเขา และในทางทฤษฎี เวลาบนยานอวกาศนั้นจะหยุดนิ่งสนิทหากยานสามารถเดินทางได้เร็วเท่ากับแสง

กล่าวง่าย ๆ คือ หากวัตถุเคลื่อนที่ผ่านอวกาศเร็วขึ้น เวลาของวัตถุนั้นก็จะเดินช้าลง ในทางกลับกัน หากวัตถุเคลื่อนที่ผ่านอวกาศช้าลง เวลาของมันก็จะเดินเร็วขึ้น กฎนี้จะต้องเกิดขึ้นเสมอเพื่อรักษาสมดุลให้ความเร็วแสงคงที่

วิวัฒนาการความเข้าใจเรื่องเวลาตลอดหน้าประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ทฤษฎีที่เคยเชื่อว่าสมบูรณ์แบบที่สุด ก็ยังสามารถถูกท้าทายและหักล้างได้ด้วยการค้นพบใหม่ ๆ ของนักวิทยาศาสตร์

แม้ทุกวันนี้ฟิสิกส์ควอนตัมและวิทยาการแขนงอื่น ๆ จะก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดด แต่ "เวลา" ก็ยังคงเป็นความลับที่รอการค้นพบ ในอนาคตอาจมีความเป็นไปได้ที่ค่าคงที่ของแสงของไอน์สไตน์อาจไม่ใช่จุดสิ้นสุด และบางทีมวลมนุษยชาติอาจค้นพบกุญแจสำคัญที่ทำให้เราสามารถเดินทางย้อนเวลากลับไปในอดีตได้