
เครื่องคำนวณการรีไฟแนนซ์
คำนวณการรีไฟแนนซ์ฟรี! ช่วยคุณประเมินค่างวดรายเดือน เปรียบเทียบดอกเบี้ย และดูตารางผ่อนชำระ วางแผนลดภาระหนี้และตัดสินใจรีไฟแนนซ์บ้านหรือรถได้อย่างแม่นยำ
| การจัดหาเงินกู้ใหม่ | |||
|---|---|---|---|
| การประหยัดสำหรับสินเชื่อใหม่ | $278.00/เดือน | ||
| การประหยัดตลอดอายุของสินเชื่อใหม่ | $83,400.00 | ||
| ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า | $6,583.26 | ||
| สินเชื่อปัจจุบัน | สินเชื่อใหม่ | ความแตกต่าง | |
| จำนวนเงินกู้/ยอดเงินกู้ | $279,163.18 | $273,579.92 | $-5,583.26 |
| ระยะเวลา | 300 เดือน | 300 เดือน | 0 เดือน |
| อัตราดอกเบี้ย | 6% | 4.5% | 1.5% |
| การชำระเงินรายเดือน | $1,798.65 | $1,520.65 | $-278.00 |
| การชำระเงินทั้งหมด | $539,595.00 | $456,195.00 | $-83,400.00 |
| ดอกเบี้ยทั้งหมด | $260,431.82 | $182,615.08 | $-77,816.74 |
| พอยต์เทียบเท่ากับ | $5,583.26 | ||
| ค่าใช้จ่าย + พอยต์ (ล่วงหน้า) | $6,583.26 | ||
| เบิกเงินสด | NA | ||
| จำนวนเงินที่ได้รับหลังหักค่าใช้จ่าย/พอยต์ | NA | ||
| ระยะเวลาคืนทุนค่าใช้จ่าย/พอยต์ | 23.68 เดือน | ||
เกิดข้อผิดพลาดกับการคำนวณของคุณ
อัปเดตล่าสุด: 3 มิถุนายน 2569
สารบัญ
- การรีไฟแนนซ์หมายถึงอะไร
- การใช้ประโยชน์จากการรีไฟแนนซ์
- การรีไฟแนนซ์สินเชื่อแต่ละประเภท
- ตัวอย่างการคำนวณการรีไฟแนนซ์
เครื่องมือคำนวณการรีไฟแนนซ์ (Refinance Calculator) เป็นตัวช่วยที่สมบูรณ์แบบที่จะบอกคุณว่า การรีไฟแนนซ์สามารถช่วยคุณประหยัดเงินได้มากแค่ไหน หรือต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มเติมบ้าง ข้อดีที่สุดของเครื่องคำนวณรีไฟแนนซ์คือความง่ายในการใช้งาน เพียงกรอกตัวเลขของคุณแล้วกดปุ่ม 'คำนวณ' ผลลัพธ์ก็จะแสดงขึ้นมาทันที
โดยส่วนใหญ่แล้ว การรีไฟแนนซ์จะช่วยประหยัดเงินให้กับผู้กู้ได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คุณจะไปเปรียบเทียบข้อเสนอและอัตราดอกเบี้ยจากสถาบันการเงินต่างๆ การคำนวณตัวเลขคร่าวๆ ก่อนถือเป็นเรื่องที่ควรทำ เพื่อให้มั่นใจว่าการรีไฟแนนซ์สินเชื่อในครั้งนี้จะช่วยให้คุณได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง และประหยัดเงินได้จริงตลอดอายุสัญญาเงินกู้ของคุณ
การรีไฟแนนซ์หมายถึงอะไร
การรีไฟแนนซ์ (Refinance) คือกระบวนการขอสินเชื่อใหม่เพื่อทดแทนเงื่อนไขในสัญญากู้ยืมฉบับเดิม ซึ่งมักใช้กับสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อที่อยู่อาศัย เมื่อผู้กู้ยื่นขอรีไฟแนนซ์ จุดประสงค์หลักก็เพื่อปรับเปลี่ยนเงื่อนไขต่างๆ ให้เป็นประโยชน์กับตนเองมากยิ่งขึ้น
ตัวอย่างเช่น การปรับเปลี่ยนรอบและระยะเวลาการผ่อนชำระ อัตราดอกเบี้ย หรือเงื่อนไขอื่นๆ ที่ระบุไว้ในสัญญาเงินกู้ หากคำขอรีไฟแนนซ์ได้รับการอนุมัติ ผู้กู้จะได้รับสัญญาเงินกู้ฉบับใหม่มาแทนที่ข้อตกลงฉบับเดิม
โดยทั่วไป ผู้กู้มักจะใช้ประโยชน์จากกระบวนการรีไฟแนนซ์เมื่อเกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยในตลาด หรือเมื่อเห็นว่าการรีไฟแนนซ์สามารถช่วยประหยัดเงินได้อย่างคุ้มค่า
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์ที่คุณควรรู้มีดังนี้:
- การรีไฟแนนซ์คือการปรับโครงสร้างหนี้ของสินเชื่อเดิม เพื่อเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการผ่อนชำระ อัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขอื่นๆ
- ผู้กู้ส่วนใหญ่นิยมรีไฟแนนซ์เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวลดลง
- สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคที่สามารถขอรีไฟแนนซ์ได้ทั่วไป ได้แก่ สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อเพื่อการศึกษา และสินเชื่อบ้าน
การใช้ประโยชน์จากการรีไฟแนนซ์
ดังที่เราได้กล่าวไปแล้ว ผู้บริโภคมักจะมองหาการรีไฟแนนซ์ภาระหนี้บางประเภทเพื่อให้ได้เงื่อนไขการกู้ยืมและอัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้น เช่น หลังจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น ในกรณีของสินเชื่อบ้าน เจ้าของบ้านจะทำการรีไฟแนนซ์และอาจเปลี่ยนประเภทสินเชื่อที่อยู่อาศัย เช่น เปลี่ยนจากสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยลอยตัวเป็นสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยคงที่ เป้าหมายที่พบบ่อยที่สุดคือการลดภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในระยะยาว ซึ่งจะช่วยลดยอดหนี้โดยรวมของคุณลงได้อย่างมาก
นอกจากนี้ ผู้กู้อาจตัดสินใจรีไฟแนนซ์เมื่อคะแนนเครดิต (Credit Score) ของตนเองดีขึ้น มีการปรับเปลี่ยนแผนการเงิน หรือต้องการรวบรวมหนี้สินหลายก้อนให้กลายเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพียงก้อนเดียว (Debt Consolidation)
แต่สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในการรีไฟแนนซ์สินเชื่อ คือการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย วัฏจักรเศรษฐกิจ นโยบายการเงินของประเทศ และการแข่งขันระหว่างสถาบันการเงิน ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากอัตราเหล่านี้ขึ้นลงเป็นวัฏจักร คนส่วนใหญ่จึงเลือกรีไฟแนนซ์ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเป็นขาลง
อัตราดอกเบี้ยในตลาดส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของสินเชื่อทุกประเภท ทั้งสินเชื่อหมุนเวียนอย่างบัตรเครดิต และสินเชื่อแบบไม่หมุนเวียน ในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ผู้กู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวจะต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น ในทางกลับกัน หากอัตราดอกเบี้ยลดลง ผู้กู้ก็จะจ่ายดอกเบี้ยน้อยลงตามไปด้วย
เพื่อเริ่มต้นกระบวนการรีไฟแนนซ์ ผู้กู้จะต้องติดต่อสถาบันการเงินแห่งใหม่หรือธนาคารเดิม เพื่อยื่นคำร้องและกรอกใบสมัครขอสินเชื่อ โดยทั่วไปแล้ว ทางสถาบันการเงินจะพิจารณาสถานะทางการเงินและประวัติเครดิตของผู้กู้อย่างละเอียดอีกครั้ง
สำหรับภาคธุรกิจ การมองหาช่องทางการรีไฟแนนซ์สินเชื่อเชิงพาณิชย์และอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นเรื่องปกติ ผู้บริหารหลายองค์กรเริ่มต้นด้วยการประเมินงบดุลของบริษัท เพื่อหาสินเชื่อที่สามารถต่อรองขอลดอัตราดอกเบี้ย หรือใช้ประโยชน์จากเครดิตที่ดีขึ้นของบริษัทให้เกิดประโยชน์สูงสุด
การรีไฟแนนซ์สินเชื่อแต่ละประเภท
ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อประเภทใดก็ตาม มักจะมีขั้นตอนเฉพาะที่ต้องปฏิบัติตามเมื่อคุณต้องการขอรีไฟแนนซ์ในแต่ละประเภท
การรีไฟแนนซ์สินเชื่อที่อยู่อาศัย
ขั้นตอนแรกในการรีไฟแนนซ์บ้าน คือการเลือกประเภทสินเชื่อที่คุณต้องการ เนื่องจากนี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขต่างๆ ตัวอย่างเช่น หากสินเชื่อบ้านปัจจุบันของคุณมีระยะเวลาผ่อน 30 ปี คุณอาจเปลี่ยนมาเป็น 15 หรือ 20 ปี แม้ว่าระยะเวลาที่สั้นลงอาจทำให้ยอดผ่อนชำระรายเดือนสูงขึ้น แต่ดอกเบี้ยรวมที่คุณต้องจ่ายตลอดอายุสัญญาจะลดลงอย่างมหาศาล
หลังจากเลือกประเภทสินเชื่อแล้ว ก็ถึงเวลาเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขจากสถาบันการเงินแต่ละแห่ง การมองหาโปรโมชันรีไฟแนนซ์บ้านที่ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุด จะช่วยให้คุณประหยัดเงินได้มากที่สุด ทั้งนี้ การเริ่มต้นสอบถามอัตราดอกเบี้ยใหม่จากธนาคารเดิม (Retention) ก็อาจช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้เช่นกัน
เมื่อคุณเลือกธนาคารได้แล้ว คุณจะต้องกรอกใบสมัครสินเชื่อบ้านใหม่ ซึ่งกระบวนการนี้จะคล้ายกับการขอสินเชื่อครั้งแรกมาก ธนาคารจะตรวจสอบรายได้ ภาระหนี้สิน และทรัพย์สินของคุณ คุณจะต้องเตรียมเอกสารต่างๆ เช่น สลิปเงินเดือน รายการเดินบัญชี (Statement) หรือเอกสารทางการเงินอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
อีกส่วนที่สำคัญของกระบวนการรีไฟแนนซ์บ้าน คือการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ (Appraisal) เพื่อให้สถาบันการเงินทราบมูลค่าปัจจุบันของบ้านสำหรับใช้พิจารณาวงเงินอนุมัติ (คุณอาจไม่จำเป็นต้องทำขั้นตอนนี้หากเป็นการกู้ยืมผ่านโครงการพิเศษของรัฐ)
ขั้นตอนสุดท้ายคือการปิดบัญชีเดิมและเซ็นสัญญาเงินกู้ใหม่ของคุณ อย่าลืมสอบถามธนาคารว่าคุณสามารถจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเพื่อล็อกอัตราดอกเบี้ย (Rate Lock) ไว้ได้หรือไม่ ซึ่งสิ่งนี้จะมีประโยชน์อย่างยิ่งในช่วงที่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดกำลังจะปรับตัวสูงขึ้น
การรีไฟแนนซ์สินเชื่อรถยนต์
การตัดสินใจว่าควรจะรีไฟแนนซ์รถยนต์เมื่อใดนั้น อาจจะมีความซับซ้อนกว่าเล็กน้อย เนื่องจากสินเชื่อรถยนต์มักมีระยะเวลาผ่อนชำระที่สั้นกว่า ไม่ว่าคุณจะมีสถานะทางการเงินที่ดีขึ้น หรืออัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลงตั้งแต่ที่คุณจัดไฟแนนซ์ครั้งแรก การพิจารณารีไฟแนนซ์รถก็ยังคงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า
เพียงตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เปรียบเทียบข้อเสนอ และเลือกสถาบันการเงินที่ให้ความคุ้มค่าสูงสุด แน่นอนว่าควรเริ่มต้นสอบถามจากไฟแนนซ์ปัจจุบันของคุณก่อน แต่ก็อย่าลืมพิจารณาธนาคารพาณิชย์ หรือสหกรณ์ออมทรัพย์ที่คุณใช้บริการอยู่ นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มออนไลน์หลายแห่ง เช่น RefiJet และ Caribou ที่พร้อมให้บริการลูกค้าแม้จะมีประวัติเครดิตที่ไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม
สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ก่อนที่คุณจะตัดสินใจยื่นเรื่องรีไฟแนนซ์รถยนต์ ทางที่ดีควรสร้างคะแนนเครดิตของคุณให้ดีขึ้นก่อน อัตราดอกเบี้ยที่ถูกที่สุดมักสงวนไว้สำหรับผู้ที่มีประวัติเครดิตในระดับดีถึงดีเยี่ยม คะแนนเครดิตที่สูงสามารถสร้างความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยได้ตั้งแต่ 3% ไปจนถึง 19%
ต่อไปนี้คือวิธีที่ดีในการปรับปรุงคะแนนเครดิต (Credit Score) โดยรวมของคุณ:
- ชำระบิลและค่างวดทั้งหมดให้ตรงเวลา
- หลีกเลี่ยงการชำระเงินล่าช้าหรือผิดนัดชำระหนี้
- สมัครขอสินเชื่อใหม่เฉพาะเท่าที่คุณต้องการจริงๆ เท่านั้น
- ไม่ปิดบัญชีบัตรเครดิตเก่าหากไม่จำเป็น (เพื่อรักษาประวัติเครดิตให้ยาวนาน)
- รักษายอดหนี้บัตรเครดิตปัจจุบันให้อยู่ที่ระดับ 30% หรือน้อยกว่าของวงเงินอนุมัติของคุณ
แต่โปรดจำไว้ว่า หากคุณลองใช้เครื่องคำนวณรีไฟแนนซ์แล้วพบว่ากระบวนการนี้จะทำให้คุณเสียค่าใช้จ่ายรวมมากกว่าเดิม คุณยังมีทางเลือกอื่นที่น่าสนใจ ดังนี้:
- นำรถคันเก่าไปเทิร์นเพื่อซื้อรถคันใหม่ (Trade-in)
- ขอพักชำระหนี้กับสถาบันการเงิน
- เจรจาขอปรับโครงสร้างหนี้
- ปรับแผนงบประมาณรายจ่ายของคุณใหม่ตามความจำเป็น
การรีไฟแนนซ์สินเชื่อส่วนบุคคล
การรีไฟแนนซ์บ้านหรือรถยนต์นั้นจำเป็นต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับการรีไฟแนนซ์สินเชื่อส่วนบุคคล กระบวนการจะแตกต่างออกไปเล็กน้อย
สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปรียบเทียบข้อเสนอและมั่นใจว่าสินเชื่อใหม่ให้เงื่อนไขที่ดีกว่าสินเชื่อเดิม ดังนั้น คุณควรเริ่มต้นด้วยการปรับปรุงคะแนนเครดิตของคุณให้ดีที่สุด เพื่อรับประกันว่าคุณจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่คุ้มค่าที่สุด
หลังจากคัดเลือกสถาบันการเงินที่น่าสนใจได้แล้ว ให้ทำตามขั้นตอนนี้:
- เปรียบเทียบและคำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการรีไฟแนนซ์
- ตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาเดิมของคุณว่า มีค่าธรรมเนียมการปิดยอดก่อนกำหนด (Prepayment Penalty) เป็นจำนวนเท่าใด
- หากค่าธรรมเนียมส่วนนี้น้อยมาก หรือคุ้มค่ากับดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ ก็สามารถดำเนินการต่อได้เลย
เมื่อมาถึงจุดนี้ คุณก็พร้อมเข้าสู่ขั้นตอนการสมัครขอสินเชื่อ หากได้รับการอนุมัติ สถาบันการเงินแห่งใหม่จะโอนเงินหรือสั่งจ่ายเช็ค เพื่อนำไปปิดยอดสินเชื่อก้อนเก่า เราขอแนะนำให้คุณนำเงินส่วนต่างหรือประหยัดได้ ไปโปะเพิ่มในการผ่อนชำระสินเชื่อใหม่แต่ละเดือน เพื่อช่วยให้คุณปลดหนี้ได้รวดเร็วขึ้น
การรีไฟแนนซ์เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา
สินเชื่อเพื่อการศึกษาทั้งของภาครัฐและเอกชนสามารถทำการรีไฟแนนซ์ได้ การรีไฟแนนซ์สินเชื่อนักศึกษาหมายถึงการขอสินเชื่อก้อนใหญ่หนึ่งก้อนเพื่อนำไปปิดยอดหนี้สินเชื่อเพื่อการศึกษาที่แบ่งเป็นก้อนเล็กๆ หลายก้อน ขึ้นอยู่กับสถานะทางการเงินและสถาบันการเงินในปัจจุบันของคุณ คุณอาจได้รับวงเงินที่มากพอจะรวมหนี้ทั้งหมดไว้ในการผ่อนชำระเพียงยอดเดียวต่อเดือน
ข้อควรระวังคือ การรีไฟแนนซ์สินเชื่อเพื่อการศึกษามักกำหนดให้ผู้กู้ต้องมีประวัติเครดิตที่ดีเยี่ยม หากคุณมีรายได้หรือคะแนนเครดิตไม่ผ่านเกณฑ์การรีไฟแนนซ์ คุณอาจต้องเลือกหาผู้ค้ำประกัน (Co-signer) มาร่วมด้วย
การหาผู้ค้ำประกันอาจเป็นเรื่องท้าทาย สถาบันการเงินบางแห่งไม่อนุญาตให้มีผู้ค้ำประกันสำหรับสินเชื่อประเภทนี้ และอาจเป็นเรื่องยากที่จะโน้มน้าวให้ผู้อื่นมาร่วมรับผิดชอบหนี้การศึกษาของคุณ
แม้ว่าการรีไฟแนนซ์สินเชื่อเพื่อการศึกษาจะช่วยลดภาระการผ่อนต่อเดือนและลดดอกเบี้ยลงได้ แต่มันก็อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้ก็คือ เมื่อคุณรีไฟแนนซ์สินเชื่อของรัฐผ่านธนาคารเอกชน คุณจะสูญเสียสิทธิ์ในการเข้าถึงโครงการช่วยเหลือและสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากรัฐบาลทันที ซึ่งอาจเป็นผลเสียหากในอนาคตสถานการณ์ทางการเงินของคุณเปลี่ยนแปลง และคุณต้องการขอพักชำระหนี้หรือเข้าเงื่อนไขการยกเลิกหนี้
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจครั้งสำคัญเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์สินเชื่อนักศึกษา คุณควรใช้เวลาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าสินเชื่อของรัฐหรือเอกชนตอบโจทย์ความต้องการของคุณมากที่สุด ท้ายที่สุด หากคุณคิดว่าในอนาคตอาจต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐบาล การเลือกที่จะไม่รีไฟแนนซ์ก็อาจเป็นทางออกที่ปลอดภัยกว่า
การรีไฟแนนซ์สินเชื่อบัตรเครดิต
การรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้คุณสามารถปิดยอดหนี้บัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยสูงได้เร็วขึ้นและเสียดอกเบี้ยน้อยลง การรีไฟแนนซ์ประเภทนี้ทำได้หลายรูปแบบ แต่ทุกวิธีมีเป้าหมายหลักเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยที่สูงลิ่วที่คุณสะสมไว้ในบัตรเครดิต
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ หลายคนจึงชั่งน้ำหนักทางเลือกระหว่าง "การรวมหนี้ (Debt Consolidation)" และ "การรีไฟแนนซ์/โอนยอดหนี้ (Balance Transfer)" ทางเลือกที่ได้รับความนิยม ได้แก่ สินเชื่อส่วนบุคคล, บัตรโอนยอดคงเหลือ, สินเชื่อบ้านแลกเงิน หรือการกู้เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยทั่วไป ตัวเลือกที่ดีที่สุดจะขึ้นอยู่กับภาระหนี้ปัจจุบัน ประวัติเครดิต คะแนนเครดิต และสถานะทางการเงินของคุณ
แม้ว่าทั้งสองวิธีจะมีประสิทธิภาพในการลดหนี้บัตรเครดิต แต่คุณจะต้องพิจารณาตัวเลือกต่างๆ ให้รอบคอบ
อันดับแรก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจว่า "การรวมหนี้" คือการขอสินเชื่อก้อนใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยลดลง เพื่อนำไปชำระหนี้บัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยแพงกว่า สินเชื่อนี้อาจเป็นแบบมีหลักประกัน (ในกรณีที่คุณต้องนำทรัพย์สินมาค้ำประกัน) หรือแบบไม่มีหลักประกันก็ได้
ส่วน "การรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต" จะเกี่ยวข้องกับการโอนหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงไปยังบัตรใบใหม่ ที่ให้วงเงินสินเชื่อมากกว่าและมักจะมีโปรโมชันดอกเบี้ย 0% สำหรับการโอนยอดในช่วงแรก แม้ว่าตัวเลือกเหล่านี้จะเหมาะกับผู้กู้บางราย แต่ก็อาจไม่เหมาะกับทุกคนเสมอไป
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสถานการณ์ทางการเงินในปัจจุบันของคุณ หากการเงินของคุณมั่นคงแต่คุณไม่อยากเสียดอกเบี้ยแพงๆ แบบสูญเปล่า คุณก็ควรดำเนินการต่อ อย่างไรก็ตาม สมมติว่าคุณกำลังประสบปัญหาในการผ่อนชำระรายเดือนหรือมีเครดิตไม่ดี ในกรณีนั้น คุณอาจต้องหาทางปรับปรุงคะแนนเครดิตโดยรวมของคุณก่อนที่จะพิจารณาทางเลือกอื่นๆ
ตัวอย่างการคำนวณการรีไฟแนนซ์
การใช้เครื่องคำนวณรีไฟแนนซ์ในครั้งแรกอาจดูซับซ้อนไปบ้าง ลองมาดูตัวอย่างการใช้งานจริงเพื่อความเข้าใจที่มากขึ้น:
การรีไฟแนนซ์สินเชื่อที่อยู่อาศัย
สมมติว่าปัจจุบันคุณมีสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยคงที่ 6% ยอดหนี้คงเหลือ 300,000 ดอลลาร์ และต้องการรีไฟแนนซ์เพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ย 4% เมื่อใช้เครื่องคำนวณรีไฟแนนซ์ คุณจะพบว่ากระบวนการนี้สามารถลดยอดผ่อนชำระรายเดือนของคุณจาก 2,149.29 ดอลลาร์ เหลือเพียง 1,817.94 ดอลลาร์
นี่คือส่วนต่างที่ช่วยประหยัดเงินได้มากกว่า 330 ดอลลาร์ต่อเดือน และหากสมมติว่าฐานภาษีของคุณคือ 22% (อัตราหลังหักภาษีคือ 0.78) หมายความว่าหลังหักภาษีแล้ว คุณจะประหยัดเงินได้จริง 258.45 ดอลลาร์ต่อเดือน ขั้นตอนสุดท้ายคือการนำค่าธรรมเนียมในการรีไฟแนนซ์มาคำนวณ สมมติว่าค่าใช้จ่ายส่วนนี้อยู่ที่ 9,000 ดอลลาร์ คุณจะใช้เวลาผ่อนประมาณ 35 เดือน เพื่อให้ถึงจุดคุ้มทุนคืนค่าธรรมเนียมการรีไฟแนนซ์จากเงินที่ประหยัดได้
การรีไฟแนนซ์สินเชื่อนักศึกษา
เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาอาจมีความท้าทายในการคำนวณมากกว่าเล็กน้อย สมมติว่าคุณมียอดหนี้ 50,000 ดอลลาร์ ด้วยอัตราดอกเบี้ย 12% ระยะเวลาผ่อนชำระ 10 ปี หมายความว่าในช่วง 10 ปีนี้ คุณจะต้องรับผิดชอบจ่ายดอกเบี้ยรวมมากกว่า 36,000 ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม สมมติว่าคุณเลือกรีไฟแนนซ์ยอดหนี้ 50,000 ดอลลาร์ ให้เหลืออัตราดอกเบี้ย 6% ในระยะเวลา 10 ปีเท่าเดิม ในกรณีนั้น คุณจะจ่ายดอกเบี้ยรวมตลอดอายุสัญญาเพียงแค่ประมาณ 16,600 ดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าเงินออมสุทธิของคุณจะมีมูลค่ามากกว่า 19,000 ดอลลาร์เลยทีเดียว
การรีไฟแนนซ์สินเชื่อรถยนต์
เพื่อให้เห็นภาพการรีไฟแนนซ์สินเชื่อรถยนต์ชัดเจนขึ้น ลองนึกภาพตามว่าคุณซื้อรถยนต์ใหม่ในราคา 25,000 ดอลลาร์ พร้อมดอกเบี้ย 7% ระยะเวลาผ่อน 60 เดือน โดยมียอดผ่อนชำระต่อเดือนโดยประมาณที่ 495 ดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าต้นทุนรวมในการซื้อรถคันนี้คือ 29,702 ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม คุณมีโอกาสที่จะรีไฟแนนซ์สินเชื่อรถยนต์ในอีกหนึ่งปีต่อมา ยอดหนี้คงเหลือที่จัดไฟแนนซ์ใหม่จะอยู่ที่ 20,673 ดอลลาร์ ด้วยดอกเบี้ย 5% ในระยะเวลา 48 เดือน โดยมียอดผ่อนชำระรายเดือนประมาณ 476 ดอลลาร์ ค่าใช้จ่ายรวมสำหรับสินเชื่อก้อนใหม่นี้จะอยู่ที่ 22,852 ดอลลาร์ (เมื่อรวมกับส่วนที่ผ่อนไปแล้ว) จะทำให้คุณประหยัดเงินจากการรีไฟแนนซ์รถยนต์ได้ทั้งหมด 2,552 ดอลลาร์



