เครื่องคิดเลขทางการเงิน
เครื่องคำนวณการชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัย


เครื่องคำนวณการชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัย

วางแผนปิดหนี้บ้านให้เร็วขึ้นด้วยเครื่องคำนวณการชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัยฟรี คำนวณการโปะบ้าน จ่ายเพิ่ม หรือรีไฟแนนซ์ เพื่อประหยัดดอกเบี้ยและปลดหนี้อย่างแม่นยำ

ผลลัพธ์

ชำระหนี้ใน 15 ปี และ 6 เดือน

หากจ่ายเพิ่ม $500.00 ต่อเดือน
การชำระเงินรายเดือน $2,445.79
การชำระเงินทั้งหมด $571,647.26
ดอกเบี้ยทั้งหมด $271,647.26
การชำระเงินที่เหลือ $454,899.86
ดอกเบี้ยที่เหลือ $173,272.43
ตารางชำระหนี้เดิม
การชำระเงินรายเดือน $1,945.79
การชำระเงินทั้งหมด $700,484.40
ดอกเบี้ยทั้งหมด $400,484.40
การชำระเงินที่เหลือ $583,737.00
ดอกเบี้ยที่เหลือ $302,109.57

0 ปี

5 ปี

10 ปี

15 ปี

20 ปี

25 ปี

เกิดข้อผิดพลาดกับการคำนวณของคุณ

สารบัญ

  1. หากคุณทราบระยะเวลาผ่อนชำระคงเหลือ
  2. หากคุณไม่ทราบระยะเวลาผ่อนชำระคงเหลือ
  3. เงินต้นและดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน
  4. การชำระเงินเพิ่มเติม (การโปะบ้าน)
  5. การผ่อนชำระแบบรายปักษ์ (ทุก 2 สัปดาห์)
  6. การรีไฟแนนซ์ (Refinance) เพื่อลดระยะเวลาและดอกเบี้ย
  7. ค่าธรรมเนียมการปิดหนี้ก่อนกำหนด (Prepayment Penalty)
  8. ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost)
  9. กรณีศึกษาและตัวอย่าง
    1. ตัวอย่างที่ 1
    2. ตัวอย่างที่ 2
    3. ตัวอย่างที่ 3

เครื่องคำนวณการชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัย

หากคุณทราบระยะเวลาผ่อนชำระคงเหลือ

หากคุณทราบระยะเวลาการผ่อนชำระคงเหลือและยอดเงินกู้เริ่มต้น คุณสามารถใช้เครื่องคำนวณนี้ได้ทันที เครื่องมือนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับประเมินทั้งสินเชื่อใหม่และสินเชื่อเดิมที่ยังไม่เคยมีการชำระเงินโปะเพิ่มมาก่อน

หากคุณไม่ทราบระยะเวลาผ่อนชำระคงเหลือ

หากคุณไม่แน่ใจ คุณควรคำนวณระยะเวลาเงินกู้คงเหลือของคุณก่อน โดยสามารถตรวจสอบยอดเงินต้นคงเหลือ อัตราดอกเบี้ย และยอดผ่อนชำระต่อเดือนได้จากใบแจ้งหนี้สินเชื่อบ้าน (Statement) แบบรายเดือนหรือรายไตรมาสของคุณ


เครื่องคำนวณสินเชื่อบ้านของเราจะช่วยจำลองแผนการผ่อนชำระในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การชำระเพิ่มแบบครั้งเดียว การโปะเพิ่มทุกเดือน การผ่อนชำระแบบรายปักษ์ (ทุก 2 สัปดาห์) หรือการปิดยอดหนี้ทั้งหมด เครื่องมือนี้จะทำการเปรียบเทียบตัวเลือกต่าง ๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงจำนวนดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ ระยะเวลาผ่อนชำระที่ลดลง และระยะเวลาสิ้นสุดการผ่อนชำระอย่างชัดเจน

เงินต้นและดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน

ยอดเงินที่คุณกู้ยืมมาเรียกว่า "เงินต้น" (Principal) ในขณะที่ "ดอกเบี้ย" (Interest) คือค่าธรรมเนียมที่ธนาคารหรือผู้ให้กู้เรียกเก็บจากการกู้ยืมเงินก้อนนั้น เงินต้นและดอกเบี้ยคือสององค์ประกอบหลักในการผ่อนชำระสินเชื่อโดยทั่วไป ซึ่งดอกเบี้ยจะถูกคำนวณจากยอดเงินต้นคงเหลือในแต่ละเดือน และมักจะรวมอยู่ในแผนการผ่อนชำระแบบลดต้นลดดอก (Amortization Schedule)

ในการผ่อนชำระแต่ละงวด ค่างวดจะถูกนำไปหักดอกเบี้ยก่อน จากนั้นส่วนที่เหลือจึงจะนำไปตัดเงินต้น ในช่วงแรกของการกู้ยืม ค่างวดส่วนใหญ่จะกลายเป็นค่าดอกเบี้ยเนื่องจากยอดเงินต้นยังสูงอยู่ แต่เมื่อคุณผ่อนชำระไปเรื่อย ๆ สัดส่วนของดอกเบี้ยจะลดลงและยอดที่ไปตัดเงินต้นจะเพิ่มมากขึ้น เมื่อยอดเงินต้นลดลง ภาระดอกเบี้ยก็จะลดลงตามไปด้วย

เครื่องคำนวณสินเชื่อบ้านและตารางผ่อนชำระ (Amortization Table) ด้านล่างนี้จะช่วยแสดงภาพรวมให้คุณเห็นได้อย่างชัดเจน เพียงกรอกข้อมูลลงไป ระบบจะคำนวณข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องให้ทันที

นอกจากการขายบ้านเพื่อปิดหนี้แล้ว ผู้กู้บางรายอาจต้องการ "โปะบ้าน" หรือชำระหนี้ก่อนกำหนดเพื่อลดภาระดอกเบี้ยสะสม ซึ่งการชำระหนี้สินเชื่อบ้านให้หมดไวขึ้นนั้นสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีการเพียงไม่กี่ขั้นตอน

การชำระเงินเพิ่มเติม (การโปะบ้าน)

การชำระเงินเพิ่มเติม หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า "การโปะบ้าน" คือการจ่ายเงินค่างวดมากกว่าจำนวนเงินที่ธนาคารกำหนดไว้ในแต่ละเดือน ผู้กู้สามารถเลือกที่จะโปะเพิ่มเป็นครั้งคราว โปะเพิ่มทุกเดือน หรือโปะรายปีก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมทางการเงินและเป้าหมายของแต่ละบุคคล

การจ่ายค่างวดบ้านมากกว่ายอดขั้นต่ำสามารถช่วยประหยัดดอกเบี้ยได้อย่างมหาศาลตลอดอายุสัญญา ลองพิจารณาตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น:

สมมติว่าคุณมีสินเชื่อบ้านระยะเวลา 30 ปี ยอดกู้ 200,000 ดอลลาร์ ด้วยอัตราดอกเบี้ย 5% ค่างวด (เงินต้นรวมดอกเบี้ย) ของคุณจะอยู่ที่ประมาณ 1,073.64 ดอลลาร์ต่อเดือน หากคุณตัดสินใจจ่ายเพิ่ม (โปะ) อีก 100 ดอลลาร์ทุกเดือน คุณจะสามารถประหยัดดอกเบี้ยได้ถึง 37,303 ดอลลาร์ตลอดอายุสัญญา และสามารถผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้นถึง 6 ปี 4 เดือน!

ในทำนองเดียวกัน หากคุณเลือกที่จะโปะเงินก้อน 5,000 ดอลลาร์เพียงครั้งเดียวเพื่อตัดเงินต้นหลังจากผ่อนมาแล้ว 5 ปี คุณจะประหยัดดอกเบี้ยได้ประมาณ 14,000 ดอลลาร์ และผ่อนบ้านหมดไวขึ้นประมาณ 18 เดือน

ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงตัวเลขประมาณการเบื้องต้น ยอดเงินที่คุณประหยัดได้จริงจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสินเชื่อและจังหวะเวลาที่คุณโปะเพิ่ม เครื่องคำนวณสินเชื่อบ้านของเราสามารถแสดงตัวเลขที่แม่นยำและแสดงให้เห็นว่าการโปะบ้านส่งผลดีต่อตารางการผ่อนชำระของคุณอย่างไร

การผ่อนชำระแบบรายปักษ์ (ทุก 2 สัปดาห์)

การผ่อนชำระแบบรายปักษ์ (Bi-weekly) เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยให้คุณผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้น วิธีนี้คือการจ่ายค่างวดครึ่งหนึ่งของยอดปกติในทุก ๆ สองสัปดาห์ เนื่องจาก 1 ปีมี 52 สัปดาห์ การทำเช่นนี้จะทำให้คุณชำระเงินครึ่งยอดไปทั้งหมด 26 ครั้ง ซึ่งเทียบเท่ากับการจ่ายค่างวดเต็มจำนวน 13 เดือนในหนึ่งปี! (เท่ากับผ่อนฟรีเพิ่ม 1 เดือนต่อปี) วิธีนี้เหมาะมากสำหรับผู้ที่รับเงินเดือนทุก 2 สัปดาห์ เพราะช่วยให้จัดสรรเงินมาจ่ายค่าบ้านได้อย่างมีวินัย ซึ่งส่งผลให้ระยะเวลาการกู้สั้นลงและลดดอกเบี้ยรวมตลอดอายุสัญญาได้อย่างมีนัยสำคัญ

การรีไฟแนนซ์ (Refinance) เพื่อลดระยะเวลาและดอกเบี้ย

การรีไฟแนนซ์ (การขอสินเชื่อก้อนใหม่เพื่อนำมาปิดยอดหนี้เดิม) คืออีกหนึ่งทางเลือกยอดฮิต สมมติว่าผู้กู้มียอดหนี้คงเหลือ 200,000 ดอลลาร์ ระยะเวลา 20 ปี อัตราดอกเบี้ย 5% หากทำการรีไฟแนนซ์เป็นสินเชื่อใหม่ระยะเวลา 20 ปีเท่าเดิม แต่ได้อัตราดอกเบี้ยลดลงเหลือ 4% ค่างวดต่อเดือนจะลดลงจาก 1,319.91 ดอลลาร์ เหลือเพียง 1,211.96 ดอลลาร์ ซึ่งช่วยประหยัดเงินต่อเดือนได้ 107.95 ดอลลาร์ และประหยัดดอกเบี้ยโดยรวมได้ถึง 25,908.20 ดอลลาร์ตลอดอายุสัญญา

ผู้กู้สามารถเลือกรีไฟแนนซ์แบบลดระยะเวลาการกู้ให้สั้นลงหรือขยายให้ยาวขึ้นก็ได้ โดยปกติแล้วสินเชื่อที่มีระยะเวลาสั้นกว่ามักจะได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า อย่างไรก็ตาม การรีไฟแนนซ์มักจะมีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจดจำนองใหม่ จึงควรพิจารณาทำการรีไฟแนนซ์ก็ต่อเมื่อคำนวณแล้วว่าคุ้มค่าทางการเงิน คุณสามารถเข้าไปที่ เครื่องคำนวณการรีไฟแนนซ์ เพื่อประเมินตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

ค่าธรรมเนียมการปิดหนี้ก่อนกำหนด (Prepayment Penalty)

ธนาคารหรือผู้ให้กู้อาจมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหากคุณปิดหนี้ก่อนกำหนด (Prepayment Penalty) เนื่องจากสินเชื่อบ้านถือเป็นสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดระยะยาวให้กับธนาคาร พวกเขาจึงไม่อยากสูญเสียรายได้ส่วนนี้ไปก่อนเวลาอันควร

วิธีคำนวณค่าปรับหรือค่าธรรมเนียมนี้มีความหลากหลายในแต่ละธนาคาร บางแห่งอาจคิดค่าปรับสูงถึง 80% ของดอกเบี้ยที่ควรจะได้รับในช่วง 6 เดือนข้างหน้า หรืออาจคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดหนี้คงเหลือ ซึ่งค่าปรับเหล่านี้อาจเป็นจำนวนเงินที่สูงมากหากคุณปิดหนี้ในช่วงปีแรก ๆ ของสัญญา

ปัจจุบันค่าธรรมเนียมการปิดหนี้ก่อนกำหนดมีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นขึ้น โดยปกติเงื่อนไขนี้จะถูกยกเลิกหลังจากผ่านไประยะเวลาหนึ่ง (เช่น อนุญาตให้ปิดยอดหรือรีไฟแนนซ์ได้โดยไม่เสียค่าปรับหลังจากผ่อนชำระครบตามกำหนด เช่น 3 ปี หรือ 5 ปีแรก) ก่อนที่จะเซ็นสัญญากู้เงิน ผู้กู้ควรอ่านรายละเอียดและเงื่อนไขอย่างถี่ถ้วน หรือสอบถามธนาคารให้ชัดเจนเกี่ยวกับเงื่อนไขการโปะปิดยอด (หมายเหตุ: ในบางประเภทสินเชื่อที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล อาจไม่มีการเก็บค่าปรับส่วนนี้)

ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost)

ผู้ที่ต้องการทุ่มเงินเพื่อโปะบ้านให้หมดไว ๆ ควรพิจารณาถึง "ค่าเสียโอกาส" ด้วย เพราะเงินทุกบาทที่คุณนำไปโปะบ้าน คือเงินที่คุณจะสูญเสียโอกาสในการนำไปลงทุนเพื่อให้งอกเงยในช่องทางอื่น

การนำเงินไปโปะบ้านมักถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนที่ได้ (การประหยัดดอกเบี้ย) ก็อาจต่ำเช่นกัน เนื่องจากดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านมักจะต่ำกว่าดอกเบี้ยประเภทอื่น ดังนั้น หากคุณยังมีหนี้บัตรเครดิต หรือหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล เช่น หนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือหนี้รถยนต์ที่มีดอกเบี้ยสูง คุณควรให้ความสำคัญกับการนำเงินไปปิดหนี้เหล่านั้นให้หมดก่อนที่จะนำเงินมาโปะบ้าน

นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยบ้านมักจะต่ำกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ การเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการนำเงินไปลงทุนกับการประหยัดดอกเบี้ยบ้าน จึงเป็นสิ่งที่คุณควรนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ

ตัวอย่างเช่น หากสินเชื่อบ้านปัจจุบันของคุณมีดอกเบี้ยอยู่ที่ 4% ต่อปี การนำเงินก้อนไปโปะบ้านอาจให้ผลตอบแทนระยะยาวที่น้อยกว่าการนำเงินก้อนเดียวกันไปลงทุนในพอร์ตหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี ผู้กู้อาจพิจารณาทางเลือกในการลงทุนกับพันธบัตรรัฐบาล ทองคำ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ แทนการนำเงินไปโปะบ้านทั้งหมด

นอกจากการโปะบ้านแล้ว หากคุณต้องการวางแผนเพื่ออนาคต การลงทุนในกองทุนประหยัดภาษี หรือกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ (เช่น RMF, SSF, IRA หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม เพราะนอกจากจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนแล้ว ยังช่วยลดหย่อนภาษี ซึ่งถือเป็นกำไรสองต่อที่ทำให้เงินออมของคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

กรณีศึกษาและตัวอย่าง

การตัดสินใจว่าจะเพิ่มเงินผ่อนบ้านในแต่ละเดือนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเงินและเป้าหมายของแต่ละบุคคล ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้:

ตัวอย่างที่ 1

สตีฟไม่มีหนี้สินอื่นใดเลยนอกจากสินเชื่อบ้าน เขาไม่มีหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ไม่มีหนี้รถ และไม่มีหนี้บัตรเครดิต เขากำลังลังเลว่าควรนำเงินก้อนที่มีไปโปะบ้านดี หรือนำไปลงทุนในตลาดหุ้นดี ซึ่งในระยะยาว ตลาดหุ้นมักจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยบ้าน 4% ของเขา

อย่างไรก็ตาม ที่ปรึกษาทางการเงินของเขาได้ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญ: บริษัทของสตีฟเพิ่งเริ่มมีการเลิกจ้างพนักงาน และหัวหน้าของเขาก็เตือนว่าเขาอาจเป็นรายต่อไป ดังนั้น สตีฟควรนำเงินก้อนนี้ไปเก็บไว้ใน "กองทุนสำรองฉุกเฉิน" (Emergency Fund) แทน

ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาชีพเช่นนี้ การนำเงินไปลงทุนในหุ้นหรือเอาไปโปะบ้านจนหมด จึงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก

ตัวอย่างที่ 2

แอนนามีความสุขมากกับการได้เป็นเจ้าของบ้านในฝัน แม้ว่าสัญญาของเธอจะระบุว่าไม่มีค่าปรับหากโปะบ้านก่อนกำหนด แต่เธอก็อยากจะรีบโปะบ้านให้หมดไว ๆ

วันหนึ่ง แอนนาไปทานข้าวกับเพื่อนที่เป็นนักวางแผนทางการเงิน เพื่อนของเธอแนะนำว่า แอนนาควรนำเงินไปปิดยอดหนี้บัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยสูงปรี๊ดทั้ง 3 ใบก่อน เพื่อให้สถานะทางการเงินในระยะยาวดีขึ้น ในขณะที่ดอกเบี้ยบ้านอยู่ที่ 5% แต่ดอกเบี้ยบัตรเครดิตนั้นสูงกว่ามาก และค่างวดบัตรเครดิตก็กินส่วนแบ่งเงินเดือนของเธอไปเยอะ การจัดลำดับความสำคัญโดยการปิดหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน จะช่วยให้แอนนาประหยัดเงินได้มากที่สุดในท้ายที่สุด

ตัวอย่างที่ 3

คริสไม่มีหนี้สินอื่นใดนอกจากสินเชื่อบ้าน เขามีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอสำหรับ 6 เดือน มีหน้าที่การงานที่มั่นคง และมีการออมเงินเพื่ออนาคตอยู่แล้ว คริสเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่ปีก็จะถึงวัยเกษียณอายุ

ที่ปรึกษาทางการเงินของคริสแนะนำให้เขานำเงินไปโปะบ้านให้หมดก่อนกำหนดเพื่อประหยัดดอกเบี้ย เนื่องจากในช่วงใกล้เกษียณ เขาควรหลีกเลี่ยงการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การลงทุนในหุ้นรายตัว การเคลียร์หนี้ก้อนใหญ่ให้หมดก่อนเกษียณ ถือเป็นการเริ่มต้นชีวิตวัยเกษียณที่มั่นคงและไร้ความกังวล