เครื่องคำนวณสถิติ
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน


ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานออนไลน์ หาค่าเฉลี่ย ความแปรปรวน ของกลุ่มตัวอย่างและประชากร พร้อมแสดงวิธีทำทุกขั้นตอนอย่างละเอียด ใช้งานง่าย สะดวก และแม่นยำ

ผลลัพธ์
ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน s = 4.5
ความแปรปรวน s2 = 20.24
จำนวน n = 7
ค่าเฉลี่ย x̄ = 14.29
ผลรวมของกำลังสอง SS = 100

เกิดข้อผิดพลาดกับการคำนวณของคุณ

สารบัญ

  1. ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน: มาตรวัดทางสถิติที่สำคัญ
  2. วิธีการใช้งานเครื่องคำนวณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
  3. หลักการทำงานและประโยชน์ของเครื่องคำนวณ
  4. สูตรการหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
  5. ขั้นตอนการคำนวณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
  6. ตัวอย่างการคำนวณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง
  7. การประยุกต์ใช้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานในชีวิตจริง

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน: มาตรวัดทางสถิติที่สำคัญ

ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เป็นหนึ่งในมาตรวัดทางสถิติที่นิยมใช้กันมากที่สุดเพื่อใช้อธิบายลักษณะของชุดข้อมูล กล่าวง่ายๆ ก็คือ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานคือตัวชี้วัด "การกระจายตัว" ของชุดข้อมูล เมื่อคุณคำนวณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน คุณจะทราบได้ว่าข้อมูลแต่ละตัวอยู่ใกล้หรือไกลจากค่าเฉลี่ยมากน้อยเพียงใด หากจุดข้อมูลอยู่ห่างจากค่าเฉลี่ยมาก แสดงว่าชุดข้อมูลนั้นมีความเบี่ยงเบนสูง ดังนั้น ยิ่งข้อมูลมีการกระจายตัวมากเท่าใด ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

เครื่องคำนวณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานออนไลน์นี้ ออกแบบมาเพื่อช่วยคุณหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของชุดข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งแสดงขั้นตอนและสมการทางคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด

วิธีการใช้งานเครื่องคำนวณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

เครื่องคำนวณของเรารองรับการป้อนข้อมูลตัวเลขที่คั่นด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ โดยคุณสามารถดูรูปแบบการป้อนข้อมูลที่ถูกต้องได้จากตารางด้านล่างนี้

row input column input column input column input
44, 63, 72, 75, 80, 86, 87, 89 44 44, 44,63,72
44 63 72 75 80 86 87 89 63 63, 75,80
44,, 63,, 72, 75, 80, 86, 87, 89 72 72, 86,87
44 63 72 75, 80, 86, 87, 89 75 75, 89
44; 63; 72, 75,, 80, 86, 87, 89 80 80,
44,,, 63,, 72, 75, 80, 86, 87, 89 86 86,
44 63,, 72,,,, 75, 80, 86, 87, 89 87 87,
89 89,

คุณสามารถคั่นตัวเลขด้วยเครื่องหมายจุลภาค (Comma) การเว้นวรรค (Space) การขึ้นบรรทัดใหม่ (Line break) หรือใช้ผสมกันก็ได้ และสามารถวางข้อมูลในรูปแบบแถวหรือคอลัมน์ได้อย่างอิสระ จากรูปแบบทั้งหมดที่แสดงในตารางด้านบน เครื่องคำนวณจะประมวลผลข้อมูลชุดเดียวกันคือ: 44, 63, 72, 75, 80, 86, 87 และ 89

เมื่อป้อนข้อมูลเสร็จแล้ว ให้เลือกว่าข้อมูลของคุณคือ ข้อมูลตัวอย่าง (Sample) หรือ ข้อมูลประชากร (Population) จากนั้นกดปุ่มคำนวณ ระบบจะแสดงพารามิเตอร์ทางสถิติ 5 ค่า ได้แก่ จำนวนข้อมูล (N หรือ n), ค่าเฉลี่ย (Mean), ผลรวมของความคลาดเคลื่อนยกกำลังสอง (Sum of Squared Deviations), ความแปรปรวน (Variance) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

หลักการทำงานและประโยชน์ของเครื่องคำนวณ

เครื่องคำนวณนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของชุดข้อมูล พร้อมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีทางสถิติที่อยู่เบื้องหลังการคำนวณอย่างลึกซึ้ง

ในทางสถิติ ข้อมูลอาจมาจาก ประชากร (Population) ซึ่งหมายถึงข้อมูลจากการสังเกตที่เป็นไปได้ทั้งหมดภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด แต่ในความเป็นจริง การเก็บรวบรวมข้อมูลจากสมาชิกทุกหน่วยในประชากรนั้นมักเป็นไปไม่ได้หรือใช้ต้นทุนสูงเกินไป

ดังนั้น นักสถิติจึงนิยมทำงานกับกลุ่มย่อยของประชากรที่เรียกว่า กลุ่มตัวอย่าง (Sample) แทน เราใช้ข้อมูลที่รวบรวมจากกลุ่มตัวอย่างเพื่อนำไปประมาณค่า หรืออ้างอิงถึงประชากรกลุ่มใหญ่

เมื่อเราคำนวณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สูตรที่ใช้จะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างหรือประชากรทั้งหมด การปรับเปลี่ยนนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า 'ระดับความเป็นอิสระ' (Degrees of Freedom) สำหรับกลุ่มตัวอย่าง เราจะหารด้วย n - 1 (โดยที่ n คือขนาดตัวอย่าง) แทนที่จะหารด้วย n เมื่อหาค่าความแปรปรวน ก่อนที่จะนำไปถอดรากที่สองเพื่อหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การชดเชยนี้มีความจำเป็นเนื่องจากเราใช้ข้อมูลตัวอย่างเพื่อประมาณค่าประชากร การหารด้วย n - 1 จะช่วยให้ค่าประมาณที่เราได้มีความแม่นยำและไม่ต่ำกว่าความเป็นจริง (Unbiased estimator)

ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานคือตัวชี้วัดว่าข้อมูลโดยเฉลี่ยมีการกระจายตัว เบี่ยงเบน หรือแปรปรวนไปจากค่าเฉลี่ยมากน้อยเพียงใด โดยทั่วไปจะใช้สัญลักษณ์กรีก σ (ซิกม่า) สำหรับข้อมูลประชากร และ s สำหรับข้อมูลตัวอย่าง ค่า σ หรือ s ที่สูง หมายถึงข้อมูลมีการกระจายตัวออกจากค่าเฉลี่ยมาก และในทางกลับกัน ค่าที่ต่ำหมายถึงข้อมูลเกาะกลุ่มอยู่ใกล้ค่าเฉลี่ย

พิจารณาตัวอย่างชุดข้อมูล 2 ชุดต่อไปนี้:

(ชุดที่ I)

11, 3, 5, 21, 10, 15, 20, 25, 13, 26, 27

(ชุดที่ II)

12, 14, 14, 15, 15, 16, 16, 17, 18, 19, 20

เมื่อนำชุดข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ในเครื่องคำนวณ เราจะได้ผลลัพธ์ดังนี้:

สำหรับชุดที่ I

  • x̄=16 - ค่าเฉลี่ย
  • s=8.3904708 - ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

สำหรับชุดที่ II

  • x̄=16 - ค่าเฉลี่ย
  • s=2.3664319 - ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

จะเห็นได้ว่าในชุดที่ I ตัวเลขมีความเบี่ยงเบนไปจากค่าเฉลี่ยค่อนข้างมาก (s=8.39) ในขณะที่ชุดที่ II ข้อมูลมีการกระจายตัวน้อยกว่ามาก (s=2.36) ทั้งที่ค่าเฉลี่ยของทั้งสองชุดเท่ากัน

สูตรการหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

สูตรด้านล่างนี้ใช้เมื่อคุณมีข้อมูลครบถ้วนของประชากรทั้งหมด (Population Standard Deviation):

$$σ = \sqrt{\frac{\sum_{i=1}^{N}(x_i-μ)^2}{N}}$$

  • σ คือค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร
  • xᵢ คือค่าของข้อมูลแต่ละตัวในประชากร
  • μ คือค่าเฉลี่ยเลขคณิตของประชากร
  • N คือขนาดของประชากร (จำนวนข้อมูลทั้งหมด)

สูตรด้านล่างนี้ใช้เมื่อคุณนำกลุ่มตัวอย่างมาวิเคราะห์เพื่ออ้างอิงถึงประชากร (Sample Standard Deviation):

$$s = \sqrt{\frac{\sum_{i=1}^{n}(x_i-\bar{x})^2}{n-1}}$$

  • s คือค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง
  • xᵢ คือค่าของข้อมูลแต่ละตัวในกลุ่มตัวอย่าง
  • คือค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง
  • n คือขนาดของกลุ่มตัวอย่าง (จำนวนข้อมูลที่สุ่มมา)

ขั้นตอนการคำนวณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

หากคุณต้องการคำนวณด้วยตนเอง สามารถทำตามขั้นตอนต่อไปนี้:

ขั้นตอนที่ 1: หาค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างหรือประชากร โดยนำข้อมูลทุกตัวมาบวกกัน แล้วหารด้วยจำนวนข้อมูลทั้งหมด (N หรือ n)

ค่าเฉลี่ยกลุ่มตัวอย่าง:

$$\bar{x}=\frac{x₁+x₂+x₃+........+x_n}{n}$$

ค่าเฉลี่ยประชากร:

$$\mu=\frac{x₁+x₂+x₃+........+x_N}{N}$$

ขั้นตอนที่ 2: คำนวณความเบี่ยงเบนของข้อมูลแต่ละตัว โดยนำข้อมูลแต่ละตัวไปลบด้วยค่าเฉลี่ย

ความเบี่ยงเบนของกลุ่มตัวอย่าง:

$$(x₁-\bar{x}), (x₂-\bar{x}), (x₃-\bar{x})…………………… (x_n-\bar{x})$$

ความเบี่ยงเบนของประชากร:

$$(x₁-\ \mu), (x₂-\ \mu), (x₃-\ \mu)……………….. (x_N-\ \mu)$$

ขั้นตอนที่ 3: นำค่าความเบี่ยงเบนที่ได้จากขั้นตอนที่ 2 มายกกำลังสอง

ความเบี่ยงเบนยกกำลังสองของกลุ่มตัวอย่าง:

$$(x₁-\bar{x})^2, (x₂-\bar{x})^2, (x₃-\bar{x})^2…………………… (x_n-\bar{x})^2$$

ความเบี่ยงเบนยกกำลังสองของประชากร:

$$(x₁-\ \mu)^2, (x₂-\ \mu)^2, (x₃-\ \mu)^2……………….. (x_N-\ \mu)^2$$

ขั้นตอนที่ 4: หาผลรวมของค่าความเบี่ยงเบนยกกำลังสอง (Sum of Squares) ทั้งหมด

ผลรวมความเบี่ยงเบนยกกำลังสองของกลุ่มตัวอย่าง:

$$SS=(x₁-\bar{x})^2+ (x₂-\bar{x})^2+(x₃-\bar{x})^2……………………+(x_n-\bar{x})^2$$

ผลรวมความเบี่ยงเบนยกกำลังสองของประชากร:

$$SS=(x₁-\ \mu)^2+ (x₂-\ \mu)^2+(x₃-\ \mu)^2……………….+ (x_N-\ \mu)^2$$

ขั้นตอนที่ 5: หารผลรวมที่ได้ด้วย "ระดับความเป็นอิสระ" (Degrees of freedom) เพื่อหาค่าความแปรปรวน (Variance) สำหรับประชากร ให้หารด้วย N และสำหรับกลุ่มตัวอย่าง ให้หารด้วย n-1

ความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่าง:

$$s^2 = \frac{\sum_{i=1}^{n}(xᵢ - \bar{x})^2}{n - 1}$$

ความแปรปรวนของประชากร:

$$\sigma^2 = \frac{\sum_{i=1}^{N}(xᵢ - \mu)^2}{N}$$

เหตุผลที่สูตรของกลุ่มตัวอย่างต้องหารด้วย n-1 แทนที่จะเป็น n (เช่นนิพจน์ $\frac{(x-\bar{x})^2}{n}$) ก็เพราะว่า หากเรามีประชากรขนาดใหญ่แต่สุ่มตัวอย่างมาเพียงเล็กน้อย การใช้สูตรหารด้วย n จะทำให้ค่าความแปรปรวนที่คำนวณได้มีค่าน้อยกว่าความเป็นจริง (Underestimate) ซึ่งทำให้การประเมินการกระจายตัวของข้อมูลผิดพลาด ดังนั้น การใช้ n-1 จะช่วยปรับค่าชดเชยให้ความแปรปรวนที่ได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 6: ถอดรากที่สอง (Square root) ของความแปรปรวนที่คำนวณได้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานกลุ่มตัวอย่าง:

$$s=\sqrt{s^2}=\sqrt{\frac{\sum_{i}^{n}{{(x_i-\ \bar{x})}^2\ }}{n-1}}$$

ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานประชากร:

$$\sigma=\sqrt{\sigma^2}=\sqrt{\frac{\sum_{i}^{N}{{(x_i-\ \mu)}^2\ }}{N}}$$

ตัวอย่างการคำนวณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง

สมมติว่าเรามีคะแนนสอบปลายภาควิชาฟิสิกส์ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างจำนวน n=8 คน ดังนี้:

45, 67, 70, 75, 80, 81, 82 และ 84

เครื่องคำนวณจะหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่างตามขั้นตอนเหล่านี้:

ขั้นตอนที่ 1: หาค่าเฉลี่ย

$$\bar{x}=\frac{\sum_{i} x_i}{n}=\frac{45+\ 67+\ 70+\ 75+\ 80+\ 81+\ 82+\ 84}{8}=73$$

ขั้นตอนที่ 2: คำนวณความเบี่ยงเบนของข้อมูลแต่ละตัว

x₁-x̄ x₂-x̄ x₃-x̄ x₄-x̄ x₅-x̄ x₆-x̄ x₇-x̄ x₈-x̄
45-73 67-73 70-73 75-73 80-73 81-73 82-73 84-73
-28 -6 -3 2 7 8 9 11

ขั้นตอนที่ 3: นำค่าความเบี่ยงเบนมายกกำลังสอง

(x₁-x̄)² (x₂-x̄)² (x₃-x̄)² (x₄-x̄)² (x₅-x̄)² (x₆-x̄)² (x₇-x̄)² (x₈-x̄)²
784 36 9 4 49 64 81 121

ขั้นตอนที่ 4: หาผลรวมของความเบี่ยงเบนยกกำลังสอง

$$SS=\sum_{i}^{n}{{(x_i-\ \bar{x})}^2=784+36+9+4+49+64+81+121}=1148$$

ขั้นตอนที่ 5: คำนวณความแปรปรวนโดยหารผลรวมด้วย n-1 (เนื่องจากเป็นข้อมูลกลุ่มตัวอย่างจากประชากรนักเรียนทั้งหมด)

$$s^2=\ \frac{\sum_{i}^{n}{{(x_i-\ \bar{x})}^2\ }}{n-1}=\frac{1148}{8-1}=164$$

ขั้นตอนที่ 6: ถอดรากที่สองของความแปรปรวนเพื่อหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

$$s=\sqrt{s^2}=\ \sqrt{164}=12.80$$

การประยุกต์ใช้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานในชีวิตจริง

เราใช้การกระจายตัวและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของข้อมูล หากความแปรปรวนหรือค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าสูง แสดงว่าข้อมูลมีการกระจายตัวมาก ข้อมูลนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อต้องการเปรียบเทียบชุดข้อมูลตั้งแต่สองชุดขึ้นไปเพื่อดูว่ากลุ่มใดมีความผันผวนมากกว่ากัน

ในอุตสาหกรรมการผลิต ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานถูกใช้อย่างแพร่หลายใน การควบคุมคุณภาพ (Quality Control) สำหรับการผลิตขนาดใหญ่ ชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์จะต้องมีขนาดอยู่ในช่วงเกณฑ์มาตรฐานที่ยอมรับได้ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้โดยใช้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ตัวอย่างเช่น ในการผลิตน็อตและสลักเกลียว ความแปรปรวนของเส้นผ่านศูนย์กลางจะต้องมีค่าน้อยมาก เพื่อให้มั่นใจว่าชิ้นส่วนต่างๆ สามารถประกอบเข้าด้วยกันได้พอดี

ในโลกของ การเงินและการลงทุน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินความเสี่ยงและพิจารณาความผันผวนของราคาหุ้น ในการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) ตัวชี้วัดอย่าง Bollinger Bands ก็อาศัยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานมาใช้สร้างกรอบความผันผวนของราคา นอกจากนี้ในทาง สังคมวิทยา ยังมีการนำไปใช้ในผลสำรวจความคิดเห็นเพื่อคำนวณหาค่าความคลาดเคลื่อน (Margin of error)

นอกจากนี้ เรายังใช้ค่าความแปรปรวนและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเพื่อตรวจสอบเปอร์เซ็นต์ของข้อมูลที่ตกอยู่ในช่วงต่างๆ ของการแจกแจง ตัวอย่างเช่น ทฤษฎีบทของเชบีเชฟ (Chebyshev's Theorem) ระบุว่า สำหรับการแจกแจงข้อมูลรูปแบบใดๆ จะมีข้อมูลอย่างน้อย 75% ที่มีค่าอยู่ภายในช่วง 2 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานจากค่าเฉลี่ย

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองนึกถึงตัวอย่างสภาพอากาศ สมมติว่าเราเปรียบเทียบอุณหภูมิรายวันของสองเมือง เมืองหนึ่งตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเล และอีกเมืองหนึ่งอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยของทั้งสองเมืองอาจเท่ากัน แต่เมื่อคำนวณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานแล้ว คุณจะพบว่าเมืองที่อยู่ในทวีปมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานสูงกว่าเมืองชายฝั่งทะเล

สิ่งนี้บ่งบอกว่า เมืองที่อยู่ในทวีปจะเผชิญกับความผันผวนของอุณหภูมิระหว่างวันมากกว่าตลอดทั้งปี ในขณะที่เมืองชายฝั่งทะเลจะมีสภาพอากาศที่ค่อนข้างคงที่และเปลี่ยนแปลงน้อยกว่า