
เครื่องคำนวณค่าความแปรปรวน
คำนวณค่าความแปรปรวน (Variance) ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่างและประชากร พร้อมแสดงวิธีทำทีละขั้นตอนอย่างละเอียด ใช้งานง่ายและแม่นยำ
| ตัวอย่าง | ประชากร | |
|---|---|---|
| ความแปรปรวน | σ2 = 28.5 | s2 = 24.9375 |
| ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน | σ = 5.3385 | s = 4.9937 |
| จำนวน | n = 8 | n = 8 |
| ค่าเฉลี่ย | μ = 18.25 | x̄ = 18.25 |
| ผลรวมของกำลังสอง | SS = 199.5 | SS = 199.5 |
เกิดข้อผิดพลาดกับการคำนวณของคุณ
อัปเดตล่าสุด: 3 มิถุนายน 2569
สารบัญ
- ค่าความแปรปรวน (Variance) คืออะไร? เครื่องมือวัดการกระจายตัวของข้อมูล
- วิธีใช้งานเครื่องคำนวณค่าความแปรปรวน
- สูตรการหาค่าความแปรปรวน: ประชากร (Population) vs กลุ่มตัวอย่าง (Sample)
- ขั้นตอนการคำนวณค่าความแปรปรวนอย่างละเอียด
- ตัวอย่างการคำนวณค่าความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่าง
- ความสำคัญและประโยชน์ของค่าความแปรปรวน
ค่าความแปรปรวน (Variance) คืออะไร? เครื่องมือวัดการกระจายตัวของข้อมูล
หนึ่งในพื้นฐานสำคัญของการวิเคราะห์และอ้างอิงเชิงสถิติ (Statistical Inference) ของชุดข้อมูลใดๆ คือการวัดการกระจายตัวของข้อมูลว่ามีความคลาดเคลื่อน หรือเบี่ยงเบนไปจากค่าเฉลี่ยมากน้อยเพียงใด ตัวชี้วัดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการวัดการกระจายตัว ได้แก่:
- ค่าความแปรปรวน (Variance): คือค่าเฉลี่ยของผลรวมของค่าเบี่ยงเบนยกกำลังสองจากค่าเฉลี่ย
- ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation): คือรากที่สองของค่าความแปรปรวน ซึ่งเป็นมาตรวัดที่ใช้กันทั่วไปมากที่สุดเพื่อดูการกระจายตัวของข้อมูล
- สัมประสิทธิ์การแปรผัน (Coefficient of Variation: CV): หรือเรียกอีกอย่างว่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสัมพัทธ์ สามารถคำนวณได้จากอัตราส่วนของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน σ ต่อค่าเฉลี่ย μ หรือ \$(C_v=\frac{σ}{μ})\$
เครื่องคำนวณค่าความแปรปรวนออนไลน์นี้ จะช่วยคุณหาค่าความแปรปรวนของชุดข้อมูลที่กำหนด พร้อมทั้งแสดงวิธีทำและขั้นตอนการคำนวณอย่างละเอียด
วิธีใช้งานเครื่องคำนวณค่าความแปรปรวน
เครื่องคำนวณนี้รองรับการป้อนข้อมูลตัวเลขที่คั่นด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ คุณสามารถดูตัวอย่างรูปแบบการป้อนข้อมูลที่รองรับได้ในตารางด้านล่างนี้
| แถว ข้อมูล | คอลัมน์ ข้อมูล | คอลัมน์ ข้อมูล | คอลัมน์ ข้อมูล |
|---|---|---|---|
| 44, 63, 72, 75, 80, 86, 87, 89 | 44 | 44, | 44,63,72 |
| 44 63 72 75 80 86 87 89 | 63 | 63, | 75,80 |
| 44,, 63,, 72, 75, 80, 86, 87, 89 | 72 | 72, | 86,87 |
| 44 63 72 75, 80, 86, 87, 89 | 75 | 75, | 89 |
| 44; 63; 72, 75,, 80, 86, 87, 89 | 80 | 80, | |
| 44,,, 63,, 72, 75, 80, 86, 87, 89 | 86 | 86, | |
| 44 63,, 72,,,, 75, 80, 86, 87, 89 | 87 | 87, | |
| 89 | 89, |
คุณสามารถคั่นตัวเลขด้วยเครื่องหมายจุลภาค (คอมมา), ช่องว่าง, การขึ้นบรรทัดใหม่ หรือใช้สัญลักษณ์เหล่านี้ผสมกันได้ ไม่ว่าจะป้อนในรูปแบบแถวหรือคอลัมน์ตามรูปแบบทั้งหมดที่แสดงในตารางด้านบน ระบบก็จะประมวลผลข้อมูลชุดนี้เป็น 44, 63, 72, 75, 80, 86, 87 และ 89 อย่างถูกต้อง
เมื่อป้อนข้อมูลเสร็จแล้ว คุณสามารถเลือกได้ว่าข้อมูลนั้นเป็น กลุ่มตัวอย่าง (Sample) หรือ ประชากร (Population) เมื่อคุณกดปุ่มคำนวณ เครื่องคำนวณจะแสดงค่าพารามิเตอร์ทางสถิติ 5 รายการของชุดข้อมูล ได้แก่ จำนวนข้อมูลทั้งหมด (Count/N), ค่าเฉลี่ย (Mean), ผลรวมของค่าเบี่ยงเบนยกกำลังสอง (SS), ค่าความแปรปรวน (Variance) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
เครื่องคำนวณนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อหาคำตอบเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทฤษฎีเบื้องหลัง และแสดงขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณทั้งหมด
เมื่อทำการอ้างอิงเชิงสถิติ การใช้ชุดข้อมูลขนาดใหญ่มักจะให้ค่าสถิติที่แม่นยำกว่า แต่ในทางปฏิบัติ การเก็บข้อมูลประชากรทั้งหมดเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ดังนั้นตามหลักสถิติแล้ว เราจึงมักจะสุ่ม "กลุ่มตัวอย่าง" ออกมาจากประชากร และนำข้อสรุปที่ได้จากข้อมูลกลุ่มตัวอย่างไปอ้างอิงถึงประชากรทั้งหมด
ค่าความแปรปรวนจะวัดการกระจายตัวโดยเฉลี่ยของข้อมูลว่าห่างจากค่าเฉลี่ยมากน้อยเพียงใด โดยทั่วไปจะใช้สัญลักษณ์ σ² สำหรับประชากร และ s² สำหรับกลุ่มตัวอย่าง หากค่า σ² หรือ s² มีขนาดใหญ่ แสดงว่าข้อมูลมีการกระจายตัวห่างจากค่าเฉลี่ยมาก และในทางกลับกัน หากค่าน้อยแสดงว่าข้อมูลเกาะกลุ่มกันใกล้ค่าเฉลี่ย
ลองพิจารณาชุดข้อมูลตัวอย่างสองชุดนี้:
(ชุด I) 11, 3, 5, 21, 10, 15, 20, 25, 13, 26, 27,
(ชุด II) 12, 14, 14, 15, 15, 16, 16, 17, 18, 19, 20
เมื่อป้อนข้อมูล ชุด I ลงในเครื่องคำนวณค่าความแปรปรวน จะได้ผลลัพธ์ดังนี้:
n=11
x̄=16
SS=704
s²=70.4
s=8.39
สำหรับกลุ่มตัวอย่าง และ
n=11
μ=16
SS=704
σ²=64
σ=8
สำหรับประชากร
ในทำนองเดียวกัน เมื่อป้อนข้อมูล ชุด II ลงในเครื่องคำนวณ จะได้ผลลัพธ์ดังนี้:
n=11
x̄=16
SS=56
s²=5.6
s=2.36
สำหรับกลุ่มตัวอย่าง และ
n=11
μ=16
SS=56
σ²=5.09
σ=2.25
สำหรับประชากร
- ในชุด I ตัวเลขมีการเบี่ยงเบนและกระจายตัวออกจากค่าเฉลี่ยอย่างชัดเจน
s²=70.4
σ²=64
- ในชุด II ข้อมูลมีการกระจายตัวน้อยและเกาะกลุ่มกันมากกว่า
s²=5.6
σ²=5.09
สูตรการหาค่าความแปรปรวน: ประชากร (Population) vs กลุ่มตัวอย่าง (Sample)
ค่าความแปรปรวนของประชากร (Population Variance)
ประชากร (Population) ในทางสถิติหมายถึง ข้อมูลที่เป็นไปได้ทั้งหมดจากการทดลองหรือการเก็บข้อมูล สำหรับข้อมูลจำนวน N ค่าความแปรปรวนของประชากรสามารถหาได้จากสูตร:
$$\sigma^2=\frac{\sum_{i}^{N}{{(x_i-\ \mu)}^2\ }}{N}$$
โดยที่:
- σ² คือ ค่าความแปรปรวนของประชากร
- Σ คือ ผลรวม
- xᵢ คือ ข้อมูลแต่ละตัวที่สังเกตได้
- μ คือ ค่าเฉลี่ยของประชากร
- N คือ จำนวนข้อมูลทั้งหมดในประชากร
ค่าความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่าง (Sample Variance)
ค่าความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่างสามารถหาได้จากสูตร:
$$s^2=\frac{\sum_{i}^{n}{{(x_i-\ \bar{x})}^2\ }}{n-1}$$
โดยที่:
- s² คือ ค่าความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่าง
- Σ คือ ผลรวม
- xᵢ คือ ข้อมูลแต่ละตัวที่สังเกตได้
- x̄ คือ ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง
- n คือ จำนวนข้อมูลทั้งหมดในกลุ่มตัวอย่าง
ขั้นตอนการคำนวณค่าความแปรปรวนอย่างละเอียด
การคำนวณหาค่าความแปรปรวนสามารถทำได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้:
ขั้นตอนที่ 1: คำนวณหาค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างหรือประชากร โดยนำข้อมูลทั้งหมดมาบวกกันแล้วหารด้วยจำนวนข้อมูลทั้งหมด (ใช้ n สำหรับกลุ่มตัวอย่าง และ N สำหรับประชากร) ตัวอย่างเช่น:
ค่าเฉลี่ยกลุ่มตัวอย่าง:
$$\bar{x}=\frac{\sum_{i=1}^{n} x_i}{n}$$
ค่าเฉลี่ยประชากร:
$$\mu=\frac{\sum_{i=1}^{N} x_i}{N}$$
ขั้นตอนที่ 2: หาค่าเบี่ยงเบนของข้อมูลแต่ละตัว โดยนำข้อมูลแต่ละจุด (x) มาลบด้วยค่าเฉลี่ย ตัวอย่างเช่น:
ค่าเบี่ยงเบนกลุ่มตัวอย่าง:
$$(x_1-\bar{x}), (x_2-\bar{x}), (x_3-\bar{x}), \ldots, (x_n-\bar{x})$$
ค่าเบี่ยงเบนประชากร:
$$(x_1-\mu), (x_2-\mu), (x_3-\mu), \ldots, (x_N-\mu)$$
ขั้นตอนที่ 3: นำค่าเบี่ยงเบนที่ได้จากข้อมูลแต่ละตัวมายกกำลังสอง
ค่าเบี่ยงเบนยกกำลังสองของกลุ่มตัวอย่าง:
$$(x_1-\bar{x})^2, (x_2-\bar{x})^2, (x_3-\bar{x})^2, \ldots, (x_n-\bar{x})^2$$
ค่าเบี่ยงเบนยกกำลังสองของประชากร:
$$(x_1-\mu)^2, (x_2-\mu)^2, (x_3-\mu)^2, \ldots, (x_N-\mu)^2$$
ขั้นตอนที่ 4: หาผลรวมของค่าเบี่ยงเบนยกกำลังสอง (Sum of Squared Deviations: SS)
ผลรวมของกลุ่มตัวอย่าง:
$$SS=\sum_{i=1}^{n}(x_i-\bar{x})^2$$
ผลรวมของประชากร:
$$SS=\sum_{i=1}^{N}(x_i-\mu)^2$$
ขั้นตอนที่ 5: นำผลรวมที่ได้ไปหารด้วยระดับขั้นความเสรี โดยหารด้วย n-1 สำหรับกลุ่มตัวอย่าง และ N สำหรับประชากร เพื่อคำนวณหาค่าความแปรปรวนในท้ายที่สุด
ค่าความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่าง:
$$s^2=\frac{SS}{n-1}$$
ค่าความแปรปรวนของประชากร:
$$\sigma^2=\frac{SS}{N}$$
ตัวอย่างการคำนวณค่าความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่าง
สมมติว่าเรามีชุดข้อมูลดังต่อไปนี้: 1, 2, 4, 5, 6 และ 12 หากต้องการหาค่าความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่าง ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้:
ขั้นตอนที่ 1: คำนวณหาค่าเฉลี่ย (Mean)
$$\bar{x}=\frac{1+2+4+5+6+12}{6}=\frac{30}{6}=5$$
ขั้นตอนที่ 2: คำนวณหาค่าเบี่ยงเบนของข้อมูลแต่ละตัวจากค่าเฉลี่ย
| x₁-x̄ | x₂-x̄ | x₃-x̄ | x₄-x̄ | x₅-x̄ | x₆-x̄ |
|---|---|---|---|---|---|
| 1 - 5 | 2 - 5 | 4 - 5 | 5 - 5 | 6 - 5 | 12 - 5 |
| -4 | -3 | -1 | 0 | 1 | 7 |
ขั้นตอนที่ 3: นำค่าเบี่ยงเบนมายกกำลังสอง
| (x₁-x̄)² | (x₂-x̄)² | (x₃-x̄)² | (x₄-x̄)² | (x₅-x̄)² | (x₆-x̄)² |
|---|---|---|---|---|---|
| 16 | 9 | 1 | 0 | 1 | 49 |
ขั้นตอนที่ 4: หาผลรวมของค่าเบี่ยงเบนยกกำลังสอง (SS)
$$SS=\sum_{i=1}^{n}{(x_i-\bar{x})}^2=16+9+1+0+1+49=76$$
ขั้นตอนที่ 5: คำนวณค่าความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่าง โดยนำผลรวมไปหารด้วย (n-1)
$$s^2=\frac{SS}{n-1}=\frac{76}{6-1}=\frac{76}{5}=15.2$$
หากข้อมูลชุดนี้คือประชากรทั้งหมด เราจะหารด้วย N (จำนวนข้อมูลทั้งหมด) แทนที่จะหารด้วย n-1 เพื่อคำนวณหาค่าความแปรปรวนของประชากร
ความสำคัญและประโยชน์ของค่าความแปรปรวน
ในด้านการลงทุน ค่าความแปรปรวนถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายเพื่อวิเคราะห์ระดับความเสี่ยง ช่วยให้ผู้จัดการสินทรัพย์สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของพอร์ตการลงทุนได้ นักวิเคราะห์ทางการเงินใช้ค่าความแปรปรวนเพื่อประเมินความผันผวนและผลการดำเนินงานของสินทรัพย์แต่ละรายการ
นักลงทุนมักจะคำนวณค่าความแปรปรวนก่อนตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ใหม่ เพื่อพิจารณาว่าการลงทุนนั้นมีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยงหรือไม่ การวัดการกระจายตัวของข้อมูลช่วยให้นักวิเคราะห์สามารถประเมินระดับความไม่แน่นอนทางการเงิน ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่จะคาดการณ์หากไม่มีการใช้ค่าความแปรปรวนและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
แม้ว่าความไม่แน่นอนจะเป็นสิ่งที่วัดไม่ได้โดยตรง แต่ค่าความแปรปรวนและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (รากที่สองของค่าความแปรปรวน) จะช่วยตีกรอบผลกระทบและความผันผวนของหุ้นแต่ละตัวในพอร์ตการลงทุนได้อย่างชัดเจน
นอกจากวงการการเงินแล้ว นักวิทยาศาสตร์ นักสถิติ นักคณิตศาสตร์ และนักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst) ต่างก็ใช้ค่าความแปรปรวนเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงข้อมูลเชิงลึกที่มีประโยชน์จากการทดลองหรือจากการสำรวจประชากร
ตัวอย่างเช่น นักวิทยาศาสตร์อาจใช้ค่านี้เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มทดลอง เพื่อดูว่าข้อมูลมีความคล้ายคลึงกันเพียงพอที่จะสนับสนุนสมมติฐานหรือไม่ ยิ่งค่าความแปรปรวนสูง ข้อมูลในชุดนั้นก็จะยิ่งกระจายตัวมาก นักวิเคราะห์ข้อมูลสามารถใช้ตัวเลขนี้เพื่อประเมินว่า "ค่าเฉลี่ย" ที่ได้มานั้น เป็นตัวแทนที่น่าเชื่อถือของชุดข้อมูลทั้งหมดหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังประการหนึ่งในการใช้ค่าความแปรปรวนคือ ข้อมูลผิดปกติ หรือค่าสุดโต่ง (Outliers) อาจทำให้ผลลัพธ์บิดเบือนได้ เนื่องจากเมื่อนำค่าสุดโต่งเหล่านั้นมายกกำลังสองแล้ว จะยิ่งเพิ่มน้ำหนักและส่งผลกระทบต่อค่าความแปรปรวนอย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยหลายคนจึงนิยมใช้ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) แทน เนื่องจากคำนวณมาจากการถอดรากที่สองของความแปรปรวน ทำให้ได้รับผลกระทบจากค่าสุดโต่งน้อยกว่า มีหน่วยเดียวกับข้อมูลดั้งเดิม และสามารถนำไปตีความหมายได้ง่ายกว่ามาก




