เครื่องคำนวณสุขภาพและความฟิต
เครื่องคำนวณการเพิ่มน้ำหนักช่วงตั้งครรภ์


เครื่องคำนวณการเพิ่มน้ำหนักช่วงตั้งครรภ์

วางแผนและติดตามน้ำหนักขณะตั้งครรภ์ด้วยเครื่องคำนวณการเพิ่มน้ำหนักช่วงตั้งครรภ์ รับคำแนะนำรายสัปดาห์ตามเกณฑ์ IOM เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณและลูกน้อย ลองเลย!

ผลลัพธ์
ช่วงน้ำหนักที่แนะนำ 172.7 - 177.7 lbs
ช่วงน้ำหนักที่แนะนำเมื่อคลอด 190.5 - 200.3 lbs
ดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์ของคุณ 22.6 kg/m2

สัปดาห์ที่ 0

สัปดาห์ที่ 5

สัปดาห์ที่ 10

สัปดาห์ที่ 15

สัปดาห์ที่ 20

สัปดาห์ที่ 25

สัปดาห์ที่ 30

สัปดาห์ที่ 35

สัปดาห์ที่ 40

สัปดาห์ ช่วงน้ำหนักที่แนะนำ น้ำหนักที่แนะนำให้เพิ่ม
สัปดาห์ที่ 1 165.3 - 165.3 lbs 0.0 - 0.0 lbs
สัปดาห์ที่ 2 165.44 - 165.75 lbs 0.09 - 0.40 lbs
สัปดาห์ที่ 3 165.5 - 166.0 lbs 0.2 - 0.7 lbs
สัปดาห์ที่ 4 165.6 - 166.4 lbs 0.3 - 1.1 lbs
สัปดาห์ที่ 5 165.7 - 166.8 lbs 0.4 - 1.5 lbs
สัปดาห์ที่ 6 165.8 - 167.1 lbs 0.5 - 1.8 lbs
สัปดาห์ที่ 7 165.9 - 167.5 lbs 0.6 - 2.2 lbs
สัปดาห์ที่ 8 165.9 - 167.9 lbs 0.6 - 2.6 lbs
สัปดาห์ที่ 9 166.0 - 168.2 lbs 0.7 - 2.9 lbs
สัปดาห์ที่ 10 166.1 - 168.6 lbs 0.8 - 3.3 lbs
สัปดาห์ที่ 11 166.2 - 169.0 lbs 0.9 - 3.7 lbs
สัปดาห์ที่ 12 166.3 - 169.3 lbs 1.0 - 4.0 lbs
สัปดาห์ที่ 13 166.4 - 169.7 lbs 1.1 - 4.4 lbs
สัปดาห์ที่ 14 167.3 - 170.9 lbs 2.0 - 5.5 lbs
สัปดาห์ที่ 15 168.2 - 172.0 lbs 2.9 - 6.7 lbs
สัปดาห์ที่ 16 169.1 - 173.1 lbs 3.8 - 7.8 lbs
สัปดาห์ที่ 17 170.0 - 174.3 lbs 4.7 - 8.9 lbs
สัปดาห์ที่ 18 170.9 - 175.4 lbs 5.6 - 10.1 lbs
สัปดาห์ที่ 19 171.8 - 176.5 lbs 6.4 - 11.2 lbs
สัปดาห์ที่ 20 172.7 - 177.7 lbs 7.3 - 12.3 lbs
สัปดาห์ที่ 21 173.6 - 178.8 lbs 8.2 - 13.4 lbs
สัปดาห์ที่ 22 174.5 - 179.9 lbs 9.1 - 14.6 lbs
สัปดาห์ที่ 23 175.3 - 181.0 lbs 10.0 - 15.7 lbs
สัปดาห์ที่ 24 176.2 - 182.2 lbs 10.9 - 16.8 lbs
สัปดาห์ที่ 25 177.1 - 183.3 lbs 11.8 - 18.0 lbs
สัปดาห์ที่ 26 178.0 - 184.4 lbs 12.7 - 19.1 lbs
สัปดาห์ที่ 27 178.9 - 185.6 lbs 13.6 - 20.2 lbs
สัปดาห์ที่ 28 179.8 - 186.7 lbs 14.4 - 21.4 lbs
สัปดาห์ที่ 29 180.7 - 187.8 lbs 15.3 - 22.5 lbs
สัปดาห์ที่ 30 181.6 - 189.0 lbs 16.2 - 23.6 lbs
สัปดาห์ที่ 31 182.5 - 190.1 lbs 17.1 - 24.7 lbs
สัปดาห์ที่ 32 183.4 - 191.2 lbs 18.0 - 25.9 lbs
สัปดาห์ที่ 33 184.2 - 192.3 lbs 18.9 - 27.0 lbs
สัปดาห์ที่ 34 185.1 - 193.5 lbs 19.8 - 28.1 lbs
สัปดาห์ที่ 35 186.0 - 194.6 lbs 20.7 - 29.3 lbs
สัปดาห์ที่ 36 186.9 - 195.7 lbs 21.6 - 30.4 lbs
สัปดาห์ที่ 37 187.8 - 196.9 lbs 22.5 - 31.5 lbs
สัปดาห์ที่ 38 188.7 - 198.0 lbs 23.4 - 32.6 lbs
สัปดาห์ที่ 39 189.6 - 199.1 lbs 24.2 - 33.8 lbs
สัปดาห์ที่ 40 190.5 - 200.3 lbs 25.1 - 34.9 lbs

เกิดข้อผิดพลาดกับการคำนวณของคุณ

สารบัญ

  1. เกณฑ์น้ำหนักที่แนะนำในระหว่างตั้งครรภ์
  2. การกระจายตัวของน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์²
  3. ความเสี่ยงด้านสุขภาพหากน้ำหนักตัวขณะตั้งครรภ์ไม่เป็นไปตามเกณฑ์
  4. คนท้องควรทานอะไร? อาหารบำรุงครรภ์ที่แนะนำ
    1. แคลเซียม
    2. กรดโฟลิกและโฟเลต
    3. โปรตีน
    4. ธาตุเหล็ก
    5. วิตามินดี
  5. อาหารที่คนท้องควรหลีกเลี่ยง

เครื่องคำนวณการเพิ่มน้ำหนักช่วงตั้งครรภ์

เครื่องคำนวณน้ำหนักคนท้อง (Pregnancy Weight Gain Calculator) ช่วยประเมินและวางแผนเกณฑ์น้ำหนักที่เหมาะสมและดีต่อสุขภาพตลอดอายุครรภ์ โดยอ้างอิงจากคำแนะนำของสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำ

เกณฑ์น้ำหนักที่แนะนำในระหว่างตั้งครรภ์

ในช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณแม่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งทางสรีระและการใช้ชีวิตประจำวัน หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือ "น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น" ซึ่งเป็นกลไกตามธรรมชาติที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ทารกในครรภ์ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอต่อการเจริญเติบโต และเพื่อสะสมพลังงานเตรียมพร้อมสำหรับการให้นมบุตรหลังคลอด

การที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์เป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งสำคัญ การศึกษาโดยใช้ดัชนีมวลกาย (BMI) ก่อนตั้งครรภ์เป็นเกณฑ์ชี้วัด พบว่าการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่แนะนำ จะส่งผลดีต่อสุขภาพของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์มากที่สุด¹

โดยทั่วไป แพทย์มักแนะนำให้คุณแม่ตั้งครรภ์มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียง 1-4 ปอนด์ (ประมาณ 0.5-1.8 กิโลกรัม) ในช่วงไตรมาสแรก (3 เดือนแรก) และเพิ่มขึ้น 1 ปอนด์ (ประมาณ 0.45 กิโลกรัม) ต่อสัปดาห์ในช่วงระยะเวลาที่เหลือของการตั้งครรภ์ คุณแม่สามารถเพิ่มน้ำหนักได้ 1 ปอนด์ต่อสัปดาห์ง่ายๆ ด้วยการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานเพิ่มขึ้นประมาณ 300 กิโลแคลอรีต่อวัน² เช่น การทานมันฝรั่งอบ 1 ชิ้นคู่กับเนื้อสัตว์ 2 ออนซ์และแอปเปิล 1 ผล หรือการเพิ่มแซนด์วิชและนมอีก 1 แก้วในมื้ออาหาร

ตารางด้านล่างนี้แสดงเกณฑ์การเพิ่มน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์ตามคำแนะนำของสถาบันทางการแพทย์ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ของคุณแม่ก่อนตั้งครรภ์

คำแนะนำการเพิ่มน้ำหนักโดยรวมระหว่างตั้งครรภ์ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ก่อนตั้งครรภ์¹

ค่าดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์ (กก./ตร.ม.) เกณฑ์รูปร่าง ช่วงน้ำหนักรวมที่ควรเพิ่มขึ้น ช่วงน้ำหนักรวมที่ควรเพิ่มขึ้นสำหรับการตั้งครรภ์แฝด
<18.5 น้ำหนักน้อยเกินไป 12.7-18.1 kg
18.5-24.9 น้ำหนักปกติ 11.3-15.9 kg 16.8-24.5 kg
25.0-29.9 น้ำหนักเกิน 6.8-11.3 kg 14.1-22.7 kg
>30.0 อ้วน 5.0-9.1 kg 11.3-19.1 kg

โปรดจำไว้ว่าข้อมูลนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจากอัตราการเพิ่มน้ำหนักของคุณแม่แต่ละท่านอาจแตกต่างกันไป คุณแม่ตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ผู้ฝากครรภ์เพื่อประเมินเกณฑ์น้ำหนักและวางแผนโภชนาการที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเองมากที่สุด

ทั้งนี้ น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ไม่ได้มาจากน้ำหนักตัวของทารกเพียงอย่างเดียว แต่น้ำหนักส่วนใหญ่มาจากการขยายตัวของเนื้อเยื่อและระบบต่างๆ ภายในร่างกายคุณแม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลี้ยงดูทารกและการสร้างน้ำนม ดังรายละเอียดการกระจายน้ำหนักด้านล่างนี้

การกระจายตัวของน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์²

เต้านมขยายใหญ่ขึ้น 0.5-1.4 kg
มดลูกขยายตัว 0.9 kg
รก 0.7 kg
น้ำคร่ำ 0.9 kg
ปริมาณเลือดเพิ่มขึ้น 1.4-1.8 kg
ปริมาณของเหลวเพิ่มขึ้น 0.9-1.4 kg
ไขมันสะสมเพื่อเป็นพลังงาน 2.7-3.6 kg

ความเสี่ยงด้านสุขภาพหากน้ำหนักตัวขณะตั้งครรภ์ไม่เป็นไปตามเกณฑ์

การที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นน้อยเกินไปหรือมากเกินไปในระหว่างตั้งครรภ์ ล้วนส่งผลกระทบและเพิ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ หากคุณแม่มี น้ำหนักน้อยเกินไป อาจเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ เพิ่มความเสี่ยงที่ทารกจะคลอดออกมามีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ และอาจนำไปสู่ภาวะคลอดก่อนกำหนดรวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้

ในทางกลับกัน หาก น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากเกินไป คุณแม่จะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ภาวะความดันโลหิตสูง และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างคลอด เช่น เพิ่มโอกาสในการต้องผ่าคลอด (C-section) และทารกอาจมีขนาดตัวใหญ่กว่าปกติ นอกจากนี้ยังส่งผลให้การลดน้ำหนักหลังคลอดทำได้ยากขึ้นอีกด้วย การปล่อยให้น้ำหนักตัวผิดเกณฑ์อย่างสุดโต่งทั้งสองทางล้วนส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการควบคุมและติดตามน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตลอดการตั้งครรภ์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

คนท้องควรทานอะไร? อาหารบำรุงครรภ์ที่แนะนำ

เรื่องโภชนาการและการเลือกรับประทานอาหารของคุณแม่ตั้งครรภ์ มักเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจและมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันไปตามแต่ละวัฒนธรรม สิ่งที่คุณแม่ทาน ดื่ม หรือเลือกที่จะหลีกเลี่ยง ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของทารกในครรภ์ แม้จะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวในการรับประกันสุขภาพที่สมบูรณ์แบบของลูกน้อยก็ตาม

คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจในการเลือกรับประทานอาหารให้มากขึ้น หลักการพื้นฐานสำหรับการทานอาหารคนท้องคือ การเน้นรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และสมดุล ได้แก่ ผลไม้ ผักสด เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไขมันดี และธัญพืชขัดสีน้อย นอกจากนี้ ยังมีสารอาหารสำคัญบางชนิดที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตของทารก ดังต่อไปนี้:

แคลเซียม

แคลเซียมมีความสำคัญต่อการทำงานของระบบกล้ามเนื้อ ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบประสาทให้เป็นปกติในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังจำเป็นต่อการสร้างและบำรุงกระดูกและฟันของทารกให้แข็งแรง แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ได้แก่ ชีส นม และโยเกิร์ต รวมถึงอาหารที่ไม่ได้ทำจากนม เช่น ปลาแซลมอน ผักโขม ผักคะน้า และบรอกโคลี

กรดโฟลิกและโฟเลต

กรดโฟลิกคือวิตามินบีสังเคราะห์ (พบตามธรรมชาติในรูปของโฟเลต) ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญมากในการช่วยลดความเสี่ยงของความผิดปกติแต่กำเนิด งานวิจัยยืนยันว่าโฟเลตช่วยลดความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนด ป้องกันภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (Neural Tube Defects) รวมถึงความผิดปกติของไขสันหลังและสมอง นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสมองและไขสันหลังของทารกให้สมบูรณ์

คุณแม่สามารถรับกรดโฟลิกได้จากการทานวิตามินเสริม หรือการเลือกทานอาหารที่อุดมด้วยโฟเลต เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว (รวมถึงส้ม) ผักใบเขียวบางชนิด (เช่น ผักโขม) ถั่วชนิดต่างๆ และการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีกรดโฟลิก

โปรตีน

ในระหว่างตั้งครรภ์ โปรตีนเป็นสารอาหารที่ขาดไม่ได้สำหรับสุขภาพของคุณแม่และพัฒนาการของลูกน้อย แหล่งโปรตีนคุณภาพดี ได้แก่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เนื้อไก่ ไข่ ปลา ถั่วชนิดต่างๆ อัลมอนด์ ถั่วลันเตา และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง

ธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของทารก เนื่องจากธาตุเหล็กมีหน้าที่สำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยนำพาออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงทารกที่กำลังพัฒนา คุณแม่ตั้งครรภ์จึงต้องการธาตุเหล็กมากกว่าปกติถึง 2 เท่า

หากคุณแม่ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ อาจเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า และเพิ่มความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนด แหล่งอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก ได้แก่ เนื้อแดงไม่ติดมัน เนื้อไก่ ปลา รวมถึงถั่วและผักที่เสริมธาตุเหล็ก

เคล็ดลับ: การรับประทานอาหารที่ให้ธาตุเหล็กจากพืชร่วมกับอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีวิตามินซีสูง จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น (เช่นเดียวกับธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์ที่จะดูดซึมได้ดีที่สุดเมื่อทานคู่กับวิตามินซี)

วิตามินดี

วิตามินดีทำงานร่วมกับแคลเซียมในการเสริมสร้างความแข็งแรงของมวลกระดูก และมีส่วนสำคัญในการสร้างกระดูกและฟันของทารก คุณแม่สามารถรับวิตามินดีได้จากการดื่มนมที่เสริมวิตามินดี น้ำส้ม ปลาแซลมอน และไข่แดง

สารอาหารสำคัญส่วนใหญ่ที่กล่าวมาข้างต้น มีอยู่ในรูปแบบของวิตามินรวมสำหรับคนท้อง (Prenatal vitamins) ซึ่งแพทย์มักจะจ่ายให้ทานตลอดการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม คุณแม่ควรปรึกษาแพทย์ผู้ฝากครรภ์เกี่ยวกับพฤติกรรมการทานอาหารของคุณ เพื่อให้แพทย์ประเมินว่าคุณจำเป็นต้องได้รับวิตามินเสริมหรือแร่ธาตุตัวใดเป็นพิเศษหรือไม่

อาหารที่คนท้องควรหลีกเลี่ยง

การรู้ว่าคนท้องควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทใด มีความสำคัญไม่แพ้การรู้ว่าควรทานอะไร หนึ่งในอาหารที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ อาหารทะเลที่มีสารปรอทสูง ยิ่งปลาตัวใหญ่และมีอายุยืนยาวมากเท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสสะสมสารปรอทไว้ในตัวมากเท่านั้น

องค์การอาหารและยา (อย.) แนะนำอย่างยิ่งให้สตรีมีครรภ์งดรับประทานปลาดาบ (Swordfish) ปลาฉลาม ปลาอินทรี (King Mackerel) และปลาไทล์ฟิช (Tilefish) ส่วนอาหารทะเลที่ค่อนข้างปลอดภัยและมีความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ ปลาแซลมอน กุ้ง ปลาดุก ปลาพอลลอค (Pollock) ปลากะตัก ปลาค็อด ปลาเทราท์ ทูน่ากระป๋อง และปลานิล เป็นต้น

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารสุกๆ ดิบๆ และอาหารที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน เช่น ซาซิมิ ซูชิหน้าปลาดิบ หอยนางรมดิบ หอยกาบ และหอยเชลล์ ในทำนองเดียวกัน ควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ปีก ไข่ และเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่ปรุงไม่สุก เนื่องจากแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในอาหารเหล่านี้อาจทำให้เกิดภาวะอาหารเป็นพิษ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อทารกในครรภ์

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้งดรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ผ่านการพาสเจอไรซ์ รวมถึงผลิตภัณฑ์นมสดที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ เนื่องจากอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคจากอาหารและน้ำเป็นสื่อได้

พืชตระกูลถั่วงอกบางชนิดอาจมีแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยปะปนอยู่ เช่น ต้นอ่อนโคลเวอร์ อัลฟัลฟ่า ถั่วงอก และต้นอ่อนหัวไชเท้า ดังนั้นจึงควรนำไปปรุงให้สุกจัดก่อนรับประทาน และงดการทานแบบดิบๆ โดยเด็ดขาด

สิ่งสำคัญอีกประการคือ การจำกัดปริมาณคาเฟอีน เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดเกี่ยวกับการที่คาเฟอีนผ่านรกไปสู่ทารกและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น สำหรับชาสมุนไพรต่างๆ ก็ยังขาดงานวิจัยที่เพียงพอ จึงยังไม่ทราบผลกระทบที่แน่ชัดหากดื่มในระหว่างตั้งครรภ์

สตรีมีครรภ์ควรงดดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด ไม่ว่าในกรณีใดๆ เพราะไม่มีระดับแอลกอฮอล์ใดที่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ การดื่มแอลกอฮอล์ขณะตั้งครรภ์เพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร และเป็นสาเหตุของกลุ่มอาการทารกในครรภ์ได้รับแอลกอฮอล์ (Fetal Alcohol Syndrome: FAS) ซึ่งอาจนำไปสู่ความบกพร่องทางสติปัญญาและความผิดปกติของโครงสร้างใบหน้าทารก

ควรงดการสูบบุหรี่ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการตั้งครรภ์ เนื่องจากสารพิษในบุหรี่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อทั้งคุณแม่และลูกน้อย พฤติกรรมนี้อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพหลายประการ เช่น การคลอดก่อนกำหนด ทารกเสียชีวิตในครรภ์ เพิ่มความจำเป็นในการผ่าคลอด (ซึ่งเสี่ยงต่อการตกเลือด) และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ

งานวิจัยยังบ่งชี้ว่า การสูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อโรคไหลตายในทารก (SIDS) ความผิดปกติแต่กำเนิดอื่นๆ เช่น พัฒนาการของก้านสมองและกายวิภาคของปอดที่ผิดปกติ รวมถึงโรคสมองพิการ (Cerebral Palsy)

นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ยังเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะกลายเป็นโรคอ้วนเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งโรคอ้วนจะนำมาซึ่งปัญหาด้านสุขภาพและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยจนถึงขั้นเสียชีวิตในอนาคตได้

รายการข้างต้นยังไม่ได้รวมอาหารและพฤติกรรมทั้งหมดที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยง อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้จะช่วยให้ลูกน้อยในครรภ์มีโอกาสเกิดมามีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์มากที่สุด หากคุณแม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับโภชนาการหรือพฤติกรรมขณะตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป

  1. Mayo Clinic "น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์: มีเกณฑ์อย่างไร?"